Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

กฎหมาย เทคโนโลยี และผู้สูงอายุ

โดย อาจารย์ติณณ์ลภัส ชูพันธนารากุล

          ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2583 ผู้สูงอายุจะมีจำนวนถึง 20.4 ล้านคน หรือร้อยละ 31.3 ของประชากรทั้งหมด ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่ขาดทักษะและทรัพยากรในการเข้าถึงเทคโนโลยี

          ประเทศไทยมีกฎหมายมากมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เทคโนโลยี นวัตกรรม อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Crime) แต่ขาดการบูรณาการหรือเชื่อมโยงทางกับกฎหมายด้านการปกป้อง คุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุกับดิจิทัลเทคโนโลยีอื่น ๆ กล่าวคือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เทคโนโลยี นวัตกรรม อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Crime) อาทิเช่น พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546, พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562, พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544, พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เป็นต้น แต่กฎหมายเหล่านี้ล้วนมีลักษณะเฉพาะแยกส่วนตามวัตถุประสงค์ของการบังคับใช้และการคุ้มครองที่แตกต่างจากกัน ไม่เชื่อมโยงในเชิงกลไกและเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเมื่อศึกษาถึงพระราชบัญญัติผู้สูงอายุฯ ที่เป็นบทบัญญัติเชิงกว้างกำหนดเกี่ยวกับสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงวัย แต่กลับไม่มีบทบัญญัติเฉพาะใด ๆ ที่รองรับ “สิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล” ทั้งที่เป็นบริบทสำคัญในสังคมปัจจุบัน ในขณะเดียวกันกฎหมายด้านไซเบอร์และธุรกรรมดิจิทัลก็ไม่ได้ออกแบบเพื่อรองรับข้อจำกัดทางกายภาพหรือทักษะดิจิทัลของผู้สูงอายุ  ยิ่งไปกว่านั้นกฎหมายเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการเฉพาะในด้าน “กลไกเชิงบูรณาการ” เช่น การกำหนดหน่วยงานเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุในยุคดิจิทัล, ระบบร้องเรียนเฉพาะกลุ่มเปราะบาง, หรือมาตรการที่ทำให้สิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นข้อบังคับในทางปฏิบัติจริง กิจกรรมส่วนใหญ่จึงยังอยู่ในลักษณะสมัครใจ และการตีความกฎหมายยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยที่แม่บทหลักไม่จำเป็นต้องบรรจุแนวทางทุกรายละเอียดไว้ในกฎหมาย แต่ควรกำหนดหลักการพื้นฐานหรือแนวทางเฉพาะในประเด็นสำคัญเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายในภาคปฏิบัติมีทิศทาง สามารถกำหนดตัวชี้วัดหรือมีเครื่องมือในการตรวจสอบหรือประเมินผลที่ชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างภารกิจเชิงรุกในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม

          ด้วยกฎหมายมากมายหลายฉบับ บางฉบับซ้ำซ้อนกันเช่นนี้ ส่งผลต่อความท้าทายในด้านการตีความและการบังคับใช้สำหรับเหยื่อและนักกฎหมายเป็นอย่างมาก กล่าวคือ กรณีของเหยื่อที่เป็นผู้สูงอายุ อาจเกิดความสับสนไม่ทราบว่าควรอ้างสิทธิตามกฎหมายฉบับใด หรือต้องไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานไหน ภาระในการพิสูจน์ในด้านการกระทำความผิดทางดิจิทัลมีเทคนิคเฉพาะยากต่อการพิสูจน์สำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งนักกฎหมายหรือทนายความก็ต้องใช้ความรอบครอบและเชี่ยวชาญเฉพาะมากในการรับทำคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมเช่นว่านี้

           ด้านการพิสูจน์ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุในกรณีความผิดอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีนั้น ไม่มีแนวทางเฉพาะในการประเมินผลกระทบที่ชัดเจนแน่นอนซึ่งอาจจะต้องนำเอาประมวลกฎหมายอาญา หรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นหลักทั่วไปมาปรับใช้ ทั้งยังไม่มีกลไกการรับเรื่องร้องเรียนหรือให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงหรือใช้งานเทคโนโลยีเป็นการเฉพาะ

          ดังนั้น แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการด้านกฎหมายเพื่อป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และส่งเสริมสิทธิของผู้สูงอายุ แต่ยังขาดกรอบการดำเนินงานที่ครอบคลุม เห็นควรว่าประเทศไทยควรจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเพิ่มบทบัญญัติที่ระบุสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างชัดเจน พร้อมทั้งออกแบบมาตรการส่งเสริมทักษะดิจิทัลและบริการออนไลน์ที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของผู้สูงอายุ เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดช่องว่างทางดิจิทัลในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ที่มา : มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

Facebook Comments Box