Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

ประสบการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิต : วันที่พ่อป่วยด้วยภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน

ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในชีวิตของฉัน และเป็นวันที่ฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวเรา พ่อของฉันซึ่งปกติเป็นคนที่แข็งแรง ไม่ค่อยยอมไปหาหมอหรือเช็กสุขภาพ กลับล้มป่วยกะทันหันด้วยอาการ เส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome) จนต้องเข้าห้อง CCU และทำบอลลูนหัวใจอย่างเร่งด่วน

ที่มาภาพ: https://praram9.com/th/articles/cardio-vascular-treatment

สัญญาณเตือนที่มองข้าม
ก่อนหน้าที่พ่อจะเข้าโรงพยาบาล พ่อเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก โดยเฉพาะเวลานอนราบ พ่อมักบ่นว่ารู้สึกเหมือนหายใจไม่เต็มปอด ต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อหายใจให้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังเหนื่อยง่ายกว่าปกติ แต่พ่อก็มักพูดว่า “คงไม่เป็นอะไรมาก เดี๋ยวก็หาย” เราพยายามจะพาพ่อไปพบหมอ แต่พ่อไม่ชอบไปโรงพยาบาล ทำให้เราไม่ได้พาไปพบแพทย์ตั้งแต่แรก

วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อมีอาการ เจ็บหน้าอกรุนแรงมาก หายใจไม่ออก เหงื่อออกท่วมตัว ขณะกำลังเดินในสวนปาล์ม พ่อจึงได้โทรศัพท์หาพี่ชายให้ไปยังจุดที่พ่ออยู่ พี่ชายและแม่รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที คุณหมอแจ้งว่าเป็น ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมี ภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) ร่วมด้วย อันตรายมากเพราะหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เต็มที่ อัตราการบีบตัวของหัวใจอยู่ที่ 20%
พ่อถูกนำเข้าห้อง CCU (Coronary Care Unit) เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และคุณหมอตัดสินใจทำ บอลลูนหัวใจ (PCI – Percutaneous Coronary Intervention) ทันที เพื่อเปิดทางเดินเลือดที่อุดตัน ซึ่งเป็นการรักษาที่ช่วยชีวิตพ่อเอาไว้ พ่อโชคดีมากที่ได้รับการรักษาทันไม่งั้นบางคนอาจถึงขั้นเสียชีวิต

เกร็ดความรู้ทางการแพทย์
1. ขั้นตอนการทำบอลลูนหัวใจ (PCI)
  • แพทย์จะใส่ สายสวนหัวใจ (Catheter) ผ่านเส้นเลือดใหญ่ที่ขาหนีบหรือข้อมือ
  • สายสวนจะถูกนำไปยังเส้นเลือดหัวใจที่ตีบหรืออุดตัน
  • จากนั้นจะใส่ บอลลูนขนาดเล็ก เข้าไปตรงตำแหน่งที่ตีบ และทำการขยายออกเพื่อเปิดทางเดินเลือด
  • บางกรณีจะใส่ ขดลวด (Stent) เพื่อพยุงไม่ให้เส้นเลือดตีบซ้ำอีก
ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของตำแหน่งที่อุดตัน
2. ความเสี่ยงของการทำบอลลูนหัวใจ

แม้การทำบอลลูนเป็นวิธีที่ช่วยชีวิตได้อย่างทันท่วงที แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรรู้ เช่น

  • เลือดออกบริเวณที่ใส่สายสวน
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เส้นเลือดหัวใจตีบซ้ำ
  • ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (พบไม่บ่อย) เช่น หัวใจวายหรือเส้นเลือดฉีกขาด
3. การดูแลผู้ป่วยหลังการทำบอลลูนหัวใจ
  • พักฟื้นในโรงพยาบาล ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างน้อย 2–3 วัน
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งเคร่งครัด โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือคลอพิโดเกรล เพื่อป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ได้แก่ เลิกสูบบุหรี่ ลดอาหารมัน เค็ม หวาน ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจติดตามเป็นระยะ เพื่อป้องกันการตีบซ้ำและดูแลโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด

ที่มาภาพ: https://bangpo-hospital.com/coronaryarterydisease/

ความรู้สึกของคนเป็นลูก

ขณะที่รอหน้าห้อง CCU รอถึงเวลาที่ญาติสามารถเข้าไปได้ หัวใจฉันแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความกลัว ความกังวล และความเสียใจถาโถมเข้ามาพร้อมกัน คิดเพียงว่า “ถ้าเราพาพ่อไปตรวจตั้งแต่ตอนเริ่มมีอาการ มันอาจจะไม่รุนแรงขนาดนี้” และเมื่อได้เข้าไปเยี่ยมน้ำตาฉันไหลออกมาไม่หยุดทั้งที่พยายามฝืนไว้แล้ว เพราะที่ร่างกายของพ่อมีอุปกรณ์ทางการแพทย์เต็มไปหมด และพ่อยังคงไม่ได้สติมาก

โชคดีที่การรักษาผ่านไปได้ด้วยดี พ่อปลอดภัยและเริ่มฟื้นตัว แม้ต้องใช้เวลาในการดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่สิ่งสำคัญคือพ่อยังอยู่กับเรา

สิ่งที่ได้เรียนรู้

เหตุการณ์นี้สอนฉันว่า สุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อาการเล็กน้อย เช่น แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก ไม่ควรถูกละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่คาดไม่ถึง

อยากฝากถึงทุกคนว่า

  • ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรไปพบแพทย์ทันที
  • ตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งสำคัญ
  • การดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ทั้งการกิน ออกกำลังกาย และพักผ่อน ล้วนส่งผลต่อหัวใจโดยตรง

ที่มาภาพ: https://praram9.com/th/articles/cardio-vascular-treatment

บทสรุป

วันนี้พ่อของฉันยังคงอยู่ระหว่างการฟื้นฟู แต่ทุกครั้งที่มองเห็นรอยยิ้มและได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อ ฉันรู้เลยว่า การตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลทันเวลา คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญให้ครอบครัวตระหนักถึงความจำเป็นในการ เฝ้าระวังและสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก ซึ่งไม่ควรถูกมองข้าม นอกจากนี้การ เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และการติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถป้องกันความรุนแรงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ทันท่วงที

เพราะสุขภาพคือสิ่งล้ำค่าที่สุด และการดูแลป้องกันไว้แต่เนิ่น ๆ ย่อมดีกว่าการรักษาเมื่อสายเกินไปเสมอ

อ้างอิง:
https://praram9.com/th/articles/cardio-vascular-treatment
https://www.vimut.com/article/balloon-angioplasty
https://bangpo-hospital.com/coronaryarterydisease/

โดย สาวิณี แสงศรี

Facebook Comments Box