เขียนและเรียบเรียงโดย : รศ.ดร.วรางคณา จุ้งลก สำนักวิชาสหเวชศาสตร์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ” (chronic low-grade inflammation) ได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการแพทย์และโภชนาการ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน และมะเร็งบางชนิด แม้ว่าการอักเสบจะเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายที่ช่วยตอบสนองต่อการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บ แต่หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นว่า “รูปแบบการบริโภคอาหาร” (dietary patterns) มีความสัมพันธ์กับระดับการอักเสบในร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และสมุนไพร ซึ่งมักมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (bioactive compounds) ที่อาจช่วยลดภาวะความเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) และเกี่ยวข้องกับกระบวนการตอบสนองต่อการอักเสบ อาหารไทยพื้นบ้านจำนวนมากมีการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศหลากหลายชนิดเป็นส่วนประกอบสำคัญ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ภูมิปัญญาการกินอาหารของคนไทยอาจสอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านโภชนาการและงานวิจัยสมัยใหม่มากกว่าที่คิด

ที่มา: เรียบเรียงจากเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ และภาพประกอบสร้างด้วย ChatGPT (OpenAI, 2026)
สมุนไพรไทยกับงานวิจัยด้านการอักเสบ
ขมิ้นชัน (Turmeric)
ขมิ้นชัน (Curcuma longa) เป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการวิจัย เนื่องจากมีสารสำคัญชื่อ “เคอร์คูมิน” (curcumin) ซึ่งมีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระในงานวิจัยระดับเซลล์ สัตว์ทดลอง และการศึกษาในมนุษย์บางส่วน งานวิจัยหลายฉบับรายงานว่า curcumin สามารถเกี่ยวข้องกับการยับยั้งเส้นทางการส่งสัญญาณระดับเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองการอักเสบ เช่น NF-kB signaling pathway รวมถึงลดการสร้างไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ (inflammatory cytokines) บางชนิด อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางคลินิกในมนุษย์ยังมีข้อจำกัดในบางด้าน เช่น ความแตกต่างของขนาดยา รูปแบบสารสกัด และการดูดซึมของสาร อาหารไทยที่มีขมิ้นเป็นส่วนประกอบ เช่น แกงเหลือง หรืออาหารพื้นบ้านภาคใต้หลายชนิด จึงอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มการบริโภคสมุนไพรในชีวิตประจำวัน แม้ยังไม่สามารถกล่าวอ้างเชิงรักษาโรคได้โดยตรง
ตะไคร้ (Lemongrass)
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus) มีองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหยและสารประกอบฟีนอลิก เช่น citral ซึ่งมีรายงานฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านจุลชีพในงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการ ตะไคร้เป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารไทยหลายชนิด เช่น ต้มยำ แกงเลียง และเครื่องดื่มสมุนไพร แม้ว่าข้อมูลทางคลินิกในมนุษย์ยังมีจำกัด แต่ผลการศึกษาเบื้องต้นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรชนิดนี้ในด้านสุขภาพ
กระชาย (Fingerroot)
กระชาย (Boesenbergia rotunda) มีสารสำคัญ เช่น panduratin A และ pinostrobin ซึ่งมีรายงานฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาทางชีวการแพทย์เกี่ยวกับสารสกัดจากกระชายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านฤทธิ์ทางชีวภาพและศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย
พริกและเครื่องเทศในอาหารไทย
พริกมีสาร capsaicin ซึ่งมีรายงานว่าสามารถเกี่ยวข้องกับไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบบางชนิด ขณะที่สมุนไพรและเครื่องเทศในอาหารไทย เช่น ข่า ใบมะกรูด หอมแดง และกระเทียม ต่างเป็นแหล่งของสารพฤกษเคมี (phytochemicals) และสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แม้สมุนไพรแต่ละชนิดอาจไม่ได้มีผลอย่างชัดเจนเมื่อบริโภคเพียงเล็กน้อย แต่รูปแบบอาหารที่ประกอบด้วยผักและสมุนไพรหลากหลายชนิดอย่างสม่ำเสมอ อาจสัมพันธ์กับการส่งเสริมสุขภาพโดยรวมได้
อาหารพื้นบ้านไทย: มากกว่าความอร่อย
จุดเด่นของอาหารไทยพื้นบ้านคือการใช้สมุนไพรและผักหลายชนิดร่วมกันในมื้ออาหาร ตัวอย่างอาหารไทยที่มีองค์ประกอบของสมุนไพรจำนวนมาก ได้แก่ ต้มยำ แกงเลียง น้ำพริกผักลวก แกงส้ม และข้าวยำภาคใต้ อาหารเหล่านี้มักประกอบด้วยผัก สมุนไพร และเครื่องเทศหลากหลายชนิดในมื้อเดียว ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของสารอาหารและสารพฤกษเคมีในอาหาร นอกจากนี้ อาหารพื้นบ้านไทยยังมักมีผักหลากหลายชนิด ซึ่งช่วยเพิ่มใยอาหาร (dietary fiber) ที่มีความสำคัญต่อระบบทางเดินอาหารและสุขภาพโดยรวม อย่างไรก็ตาม แม้อาหารไทยหลายชนิดจะมีสมุนไพรและผักที่มีประโยชน์ แต่การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง น้ำตาลสูง หรืออาหารทอดในปริมาณมาก ก็อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้น การรับประทานอาหารอย่างหลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ อาหารปรุงสด และลดอาหารแปรรูป ร่วมกับการออกกำลังกายและการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการดูแลสุขภาพโดยรวม อาหารไทยพื้นบ้านอาจไม่ใช่ “ยารักษาโรค” แต่ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศในอาหารไทยสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริโภคที่สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้านโภชนาการและงานวิจัยสมัยใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ
เอกสารอ้างอิง
- Aggarwal, B. B., & Harikumar, K. B. (2009). Potential therapeutic effects of curcumin, the anti-inflammatory agent. International Journal of Biochemistry & Cell Biology, 41(1), 40–59. https://doi.org/10.1016/j.biocel.2008.06.010
- Calder, P. C., Ahluwalia, N., Brouns, F., Buetler, T., Clement, K., Cunningham, K., Esposito, K., Jönsson, L. S., Kolb, H., Lansink, M., Marcos, A., Margioris, A., Matusheski, N., Nordmann, H., O’Brien, J., Pugliese, G., Rizkalla, S., Schalkwijk, C., Tuomilehto, J., & Wärnberg, J. (2011). Dietary factors and low-grade inflammation in relation to overweight and obesity. British Journal of Nutrition, 106(S3), S5–S78. https://doi.org/10.1017/S0007114511005460
- Chahyadi, A., Hartati, R., Wirasutisna, K. R., & Elfahmi. (2014). Boesenbergia pandurata Roxb., an Indonesian medicinal plant: Phytochemistry, biological activity, plant biotechnology. Procedia Chemistry, 13, 13–37. https://doi.org/10.1016/j.proche.2014.12.003
- Childs, C. E., Calder, P. C., & Miles, E. A. (2019). Diet and immune function. Nutrients, 11(8), 1933. https://doi.org/10.3390/nu11081933
- Hewlings, S. J., & Kalman, D. S. (2017). Curcumin: A review of its effects on human health. Foods, 6(10), 92. https://doi.org/10.3390/foods6100092
- Shah, G., Shri, R., Panchal, V., Sharma, N., Singh, B., & Mann, A. S. (2011). Scientific basis for the therapeutic use of Cymbopogon citratus (DC.) Stapf (lemon grass). Journal of Advanced Pharmaceutical Technology & Research, 2(1), 3–8. https://doi.org/10.4103/2231-4040.79796
- Srinivasan, K. (2016). Biological activities of red pepper (Capsicum annuum) and its pungent principle capsaicin: A review. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 56(9), 1488–1500. https://doi.org/10.1080/10408398.2013.772090