“i” และ “p” ใน Video แบบ HD ต่างกันอย่างไร ?

      วิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหว คือการเล่นภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกัน ซึ่งก็ขึ้นกับระบบของการเล่นภาพในแต่ละแบบว่าจะแสดงภาพจำนวนกี่ภาพต่อหนึ่งวินาทีเพื่อให้เห็นเป็นการเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่อง โดยระบบปกติแล้วก็จะมีแบบ 24, 25 และ 30 ภาพต่อวินาที หรือ เฟรม/วินาที (Frame per second : FPS) ซึ่งความเร็วในการแสดงภาพต่อเนื่องในระดับนี้ สายตาของเราจะมองไม่เห็นภาพทีละภาพ แต่จะมองเห็นเป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันไปเลย

วิดีโอ Full HD นั้นจะมีความละเอียด 1,920 x 1,080 พิกเซล หรือที่นิยมเรียกว่า 1080p ซึ่งความละเอียดนี้ได้กลายเป็นความละเอียดมาตรฐานของ สินค้าไอที ที่มีหน้าจอแสดงผล (Display Screen) หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ททีวี (Smart TV), สมาร์ทโฟน (Smartphone), หน้าจอคอมพิวเตอร์ (Monitor) และหน้าจอของ โน้ตบุ๊ก หรือแล็ปท็อป (Notebook / Laptop Screen) เป็นต้น  อาจจะมีข้อสงสัยกันว่าในความละเอียดระดับ Full High Definition ที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน ทำไมถึงมีอักษรต่อท้ายด้วยตัว “p” และบางอันก็เป็นตัว “i” เช่น 1080p , 1080i , 720p, 720i ตัวเลขเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร และแบบไหนดีกว่ากัน

1.ความละเอียดของภาพเท่ากันหรือไม่ 
สำหรับความละเอียดของภาพ “Full HD” แบบ 1080p และ 1080i นั้นคือ 1920 x 1080 = 2.073 ล้านพิกเซล  เท่ากัน

 

2.ตัวอักษร “p” ที่ต่อท้าย 1080p  คืออะไร ?
P ในที่นี้ย่อมาจากProgressive Scan หรืออธิบายอย่างย่อๆว่าเป็นการแสกนภาพ เริ่มตั้งแต่เส้นที่ 1,2,3,4,5,6,7…. ไปจนถึงเส้นที่ 1080 เพื่อให้เกิดมาเป็น 1 เฟรมภาพ แสดงอยู่บนหน้าจอทีวี

3. ตัวอักษร “ i ” ที่ต่อท้าย 1080i  คืออะไร ?
i นั้นย่อมาจาก Interlaced Scan ซึ่งเป็นการสแกนภาพแบบ “สลับฟันปลา” เป็นระบบที่ใช้กันมานานมากตั้งแต่ระบบ Analog 
โดยเริ่มจากเส้นเลขคี่ก่อน คือ
1,3,5,7,9,11,13…. จนถึงเส้นที่ 1,079 รวมเป็น Field ที่ 1
และสลับมาเป็นเส้นเลขคู่คือ
2,4,6,8,10,12,14…. จนถึงเส้นที่ 1,080 รวมเป็น Field ที่ 2
จากนั้นนำ
 Field ที่ 1 รวมกับ Field ที่ 2
  = 1 เฟรมภาพ บนหน้าจอทีวี

เนื่องจาก Interlaced เป็นระบบดั้งเดิมตั้งแต่ยุค Analog แต่ Progressive นั้นเกิดมาในยุค Digital ดังนั้นความสามารถในการแสดงภาพจึงค่อนข้างแตกต่างกัน

เพราะ Progressive จะแสดงภาพให้จบแต่ละภาพในครั้งเดียว ดังนั้นภาพที่ได้จึงมีความคมชัดและแสดงรายละเอียดได้ดีกว่า และไม่มีปัญหาการกระพริบของภาพ และจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการหยุดภาพในระหว่างการเล่นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งระบบ Progressive จะหยุดได้นิ่งสนิท แต่ Interlaced จะเกิดการกระพริบขึ้น

ปัญหาสำคัญของ Interlaced ก็คือลักษณะของอาการแสดงภาพแตกเป็นเส้นๆ ในวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว นั่นก็เพราะ Interlaced ต้องซ้อนภาพระหว่างเฟรมลงในเส้นคู่/คี่ จึงเห็นปัญหานี้ได้บ่อยครั้ง แต่ Progressive แสดงภาพแต่ละภาพให้เสร็จในครั้งเดียว ปัญหานี้จึงไม่มีให้เห็น

  พอจะสรุปได้ว่า Progressive สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็วได้ดีกว่า Interlaced  แต่ก็ต้องใช้ระบบการประมวลผลและความเร็วของอุปกรณ์ในระดับสูงกว่าเช่นกัน แม้กระทั่งหากจะออกอากาศสัญญาณโทรทัศน์แบบ Progressive นั้นก็ต้องใช้ระดับความกว้างหรือ Bandwidth ที่สูงกว่าเช่นเดียวกันด้วย

Facebook Comments Box