โดย อาจารย์ ดร.กรฐิมา พัฒนศิลป์

กลายเป็นกระแสข่าวต่างประเทศที่ทำเอาชาวเน็ตถกกันสนั่นโซเชียล เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งเพิ่งจะเซ็นใบหย่ากับอดีตสามีไปได้เพียง 20 วัน แต่ดวงคนจะรวยช่วยไม่ได้ เธอถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลคว้าเงินรางวัลใหญ่ไปถึง 133 ล้านบาท! เรื่องควรจะจบลงที่ความสุขของหญิงสาวที่กลายเป็นเศรษฐินีชั่วข้ามคืน แต่เรื่องกลับไม่จบง่ายๆ เมื่อ “อดีตสามี” รู้ข่าว จึงเดินหน้ายื่นฟ้องต่อศาลทันที เพื่อเรียกร้องขอแบ่งเงินรางวัลจำนวนจำนวนดังกล่าว โดยอ้างว่าความสัมพันธ์และพันธะบางอย่างยังคงเกี่ยวข้องกันอยู่………..
คำถามที่น่าสนใจในเชิงกฎหมายก็คือ หากเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ศาลไทยจะวินิจฉัยอย่างไร และอดีตสามีจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหรือไม่ บทความนี้ขอชวนผู้อ่านทำความเข้าใจหลักกฎหมายสองเรื่องซึ่งเป็นหัวใจของคำตอบ นั่นคือ “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส”
1. สินส่วนตัว: ทรัพย์สินเฉพาะตัวที่อีกฝ่ายไม่อาจเรียกร้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 กำหนดให้ “สินส่วนตัว” หมายถึงทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิเข้ามาขอแบ่งตราบเท่าที่การสมรสยังดำรงอยู่ โดยกฎหมายจำแนกสินส่วนตัวออกเป็นสี่ประการ ได้แก่
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส เช่น บ้าน รถยนต์ หรือเงินฝากที่มีอยู่ก่อนการจดทะเบียนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น
2. สินสมรส: ทรัพย์สินร่วมที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
ในทางกลับกัน มาตรา 1474 กำหนดให้ “สินสมรส” หมายถึงทรัพย์สินที่สามีและภริยาถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่า จะต้องนำมาแบ่งให้แต่ละฝ่ายในสัดส่วนเท่ากันตามมาตรา 1533 ทรัพย์สินที่ถือเป็นสินสมรสประกอบด้วย
- ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน โบนัส หรือทรัพย์สินที่ซื้อหามาในระหว่างเป็นสามีภริยากัน
- ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยมีหนังสือระบุไว้ว่าให้เป็นสินสมรส
- ดอกผลของสินส่วนตัว ประเด็นนี้เป็นจุดที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากฝ่ายหนึ่งมีที่ดินอันเป็นสินส่วนตัว แล้วนำที่ดินนั้นออกให้เช่าในระหว่างสมรส ค่าเช่าที่ได้รับในแต่ละเดือนย่อมถือเป็นดอกผลและแปรสภาพเป็นสินสมรสทันที
ทั้งนี้ พึงทราบว่าหากมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส จนกว่าจะมีการพิสูจน์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น
3. วิเคราะห์คดี 133 ล้านบาท: จุดชี้ขาดอยู่ที่ “วันซื้อสลาก”
เมื่อเข้าใจหลักการทั้งสองประการแล้ว กุญแจสำคัญของคดีนี้ตามกฎหมายไทยไม่ได้อยู่ที่ “วันที่นำสลากไปขึ้นเงินรางวัล” แต่อยู่ที่ “วันที่ทำสัญญาซื้อสลาก” เนื่องจากสิทธิที่จะได้ลุ้นรางวัลย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะซื้อ ประกอบกับการหย่าโดยความยินยอมจะมีผลสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนหย่าตามมาตรา 1531 ดังนั้นจึงต้องพิจารณาแยกออกเป็นสองกรณี
กรณีที่หนึ่ง ซื้อสลากขณะที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า หากฝ่ายหญิงซื้อสลากในช่วงที่ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เงินรางวัลย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง แม้ภายหลังจะเพิ่งมาถูกรางวัลหรือขึ้นเงินหลังการหย่าไปแล้วก็ตาม แนวทางนี้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2537 ในกรณีเช่นนี้อดีตสามีย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่ง
กรณีที่สอง ซื้อสลากภายหลังจดทะเบียนหย่าเรียบร้อยแล้ว เมื่อนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนหย่า สถานะการเป็นสามีภริยาย่อมสิ้นสุดลงในทันที ทรัพย์สินที่หามาได้ภายหลังจากนั้นจึงเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิงแต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 1471 กรณีเช่นนี้ศาลย่อมพิพากษายกฟ้อง อดีตสามีไม่มีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งแต่อย่างใด
โดยให้นึกภาพว่าลายมือชื่อของนายทะเบียนในวันจดทะเบียนหย่า เส้นปากกาของนายทะเบียน คือเส้นแบ่งพรมแดนของทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่งอกเงยขึ้นก่อนเส้นนี้ในระหว่างสมรส ถือเป็น “กระเป๋ากองกลาง” (สินสมรส) ส่วนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังเส้นนี้ ถือเป็น “เขตเฉพาะตัว” (สินส่วนตัว) โดยมีข้อพึงระวังเพียงประการเดียวว่า ดอกผลของสินส่วนตัวจะไหลลงสู่กระเป๋ากองกลางเสมอ
“หากสลากถูกซื้อในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย เงินรางวัลอาจเข้าลักษณะเป็นสินสมรส แม้จะไปขึ้นเงินภายหลังหย่าแล้วก็ตาม ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องเวลาซื้อสลากและสิทธิในสลากเป็นสำคัญ” กล่าวโดยสรุป หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย และปรากฏข้อเท็จจริงว่าฝ่ายหญิงซื้อสลากภายหลังการจดทะเบียนหย่าแล้ว เงินรางวัล 133 ล้านบาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของเธอโดยสมบูรณ์ อดีตสามีไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง
อย่างไรก็ดี เรื่องราวอาจยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ สมมติว่าภายหลังได้รับเงินรางวัลก้อนโต ฝ่ายหญิงเกิดถึงแก่ความตายอย่างกะทันหัน เงินจำนวนนี้จะเปลี่ยนสถานะจากสินส่วนตัวกลายเป็น “กองมรดก” ในทันที แล้วกองมรดกดังกล่าวจะต้องเริ่มต้นแบ่งอย่างไร และผู้ใดบ้างที่มีสิทธิเข้ามารับ ผู้เขียนขอชวนผู้อ่านติดตามต่อในตอนที่ 2
กลายเป็นกระแสข่าวต่างประเทศที่ทำเอาชาวเน็ตถกกันสนั่นโซเชียล เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งเพิ่งจะเซ็นใบหย่ากับอดีตสามีไปได้เพียง 20 วัน แต่ดวงคนจะรวยช่วยไม่ได้ เธอถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลคว้าเงินรางวัลใหญ่ไปถึง 133 ล้านบาท! เรื่องควรจะจบลงที่ความสุขของหญิงสาวที่กลายเป็นเศรษฐินีชั่วข้ามคืน แต่เรื่องกลับไม่จบง่ายๆ เมื่อ “อดีตสามี” รู้ข่าว จึงเดินหน้ายื่นฟ้องต่อศาลทันที เพื่อเรียกร้องขอแบ่งเงินรางวัลจำนวนจำนวนดังกล่าว โดยอ้างว่าความสัมพันธ์และพันธะบางอย่างยังคงเกี่ยวข้องกันอยู่………..
คำถามที่น่าสนใจในเชิงกฎหมายก็คือ หากเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย ศาลไทยจะวินิจฉัยอย่างไร และอดีตสามีจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหรือไม่ บทความนี้ขอชวนผู้อ่านทำความเข้าใจหลักกฎหมายสองเรื่องซึ่งเป็นหัวใจของคำตอบ นั่นคือ “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส”
1. สินส่วนตัว: ทรัพย์สินเฉพาะตัวที่อีกฝ่ายไม่อาจเรียกร้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 กำหนดให้ “สินส่วนตัว” หมายถึงทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิเข้ามาขอแบ่งตราบเท่าที่การสมรสยังดำรงอยู่ โดยกฎหมายจำแนกสินส่วนตัวออกเป็นสี่ประการ ได้แก่
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส เช่น บ้าน รถยนต์ หรือเงินฝากที่มีอยู่ก่อนการจดทะเบียนสมรส
(2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
(3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา
(4) ที่เป็นของหมั้น
2. สินสมรส: ทรัพย์สินร่วมที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
ในทางกลับกัน มาตรา 1474 กำหนดให้ “สินสมรส” หมายถึงทรัพย์สินที่สามีและภริยาถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่า จะต้องนำมาแบ่งให้แต่ละฝ่ายในสัดส่วนเท่ากันตามมาตรา 1533 ทรัพย์สินที่ถือเป็นสินสมรสประกอบด้วย
- ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เช่น เงินเดือน โบนัส หรือทรัพย์สินที่ซื้อหามาในระหว่างเป็นสามีภริยากัน
- ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยมีหนังสือระบุไว้ว่าให้เป็นสินสมรส
- ดอกผลของสินส่วนตัว ประเด็นนี้เป็นจุดที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากฝ่ายหนึ่งมีที่ดินอันเป็นสินส่วนตัว แล้วนำที่ดินนั้นออกให้เช่าในระหว่างสมรส ค่าเช่าที่ได้รับในแต่ละเดือนย่อมถือเป็นดอกผลและแปรสภาพเป็นสินสมรสทันที
ทั้งนี้ พึงทราบว่าหากมีข้อสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส จนกว่าจะมีการพิสูจน์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น
3. วิเคราะห์คดี 133 ล้านบาท: จุดชี้ขาดอยู่ที่ “วันซื้อสลาก”
เมื่อเข้าใจหลักการทั้งสองประการแล้ว กุญแจสำคัญของคดีนี้ตามกฎหมายไทยไม่ได้อยู่ที่ “วันที่นำสลากไปขึ้นเงินรางวัล” แต่อยู่ที่ “วันที่ทำสัญญาซื้อสลาก” เนื่องจากสิทธิที่จะได้ลุ้นรางวัลย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะซื้อ ประกอบกับการหย่าโดยความยินยอมจะมีผลสมบูรณ์เมื่อได้จดทะเบียนหย่าตามมาตรา 1531 ดังนั้นจึงต้องพิจารณาแยกออกเป็นสองกรณี
กรณีที่หนึ่ง ซื้อสลากขณะที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า หากฝ่ายหญิงซื้อสลากในช่วงที่ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย เงินรางวัลย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันคนละครึ่ง แม้ภายหลังจะเพิ่งมาถูกรางวัลหรือขึ้นเงินหลังการหย่าไปแล้วก็ตาม แนวทางนี้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2537 ในกรณีเช่นนี้อดีตสามีย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่ง
กรณีที่สอง ซื้อสลากภายหลังจดทะเบียนหย่าเรียบร้อยแล้ว เมื่อนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนหย่า สถานะการเป็นสามีภริยาย่อมสิ้นสุดลงในทันที ทรัพย์สินที่หามาได้ภายหลังจากนั้นจึงเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายหญิงแต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 1471 กรณีเช่นนี้ศาลย่อมพิพากษายกฟ้อง อดีตสามีไม่มีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งแต่อย่างใด
โดยให้นึกภาพว่าลายมือชื่อของนายทะเบียนในวันจดทะเบียนหย่า เส้นปากกาของนายทะเบียน คือเส้นแบ่งพรมแดนของทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่งอกเงยขึ้นก่อนเส้นนี้ในระหว่างสมรส ถือเป็น “กระเป๋ากองกลาง” (สินสมรส) ส่วนทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังเส้นนี้ ถือเป็น “เขตเฉพาะตัว” (สินส่วนตัว) โดยมีข้อพึงระวังเพียงประการเดียวว่า ดอกผลของสินส่วนตัวจะไหลลงสู่กระเป๋ากองกลางเสมอ
“หากสลากถูกซื้อในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย เงินรางวัลอาจเข้าลักษณะเป็นสินสมรส แม้จะไปขึ้นเงินภายหลังหย่าแล้วก็ตาม ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเรื่องเวลาซื้อสลากและสิทธิในสลากเป็นสำคัญ” กล่าวโดยสรุป หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย และปรากฏข้อเท็จจริงว่าฝ่ายหญิงซื้อสลากภายหลังการจดทะเบียนหย่าแล้ว เงินรางวัล 133 ล้านบาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของเธอโดยสมบูรณ์ อดีตสามีไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง
อย่างไรก็ดี เรื่องราวอาจยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ สมมติว่าภายหลังได้รับเงินรางวัลก้อนโต ฝ่ายหญิงเกิดถึงแก่ความตายอย่างกะทันหัน เงินจำนวนนี้จะเปลี่ยนสถานะจากสินส่วนตัวกลายเป็น “กองมรดก” ในทันที แล้วกองมรดกดังกล่าวจะต้องเริ่มต้นแบ่งอย่างไร และผู้ใดบ้างที่มีสิทธิเข้ามารับ ผู้เขียนขอชวนผู้อ่านติดตามต่อในตอนที่ 2
อ้างอิง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471, 1474, 1531 และ 1533
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1053/2537 (สิทธิในการถูกรางวัลสลากเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะซื้อ)
- https://share.google/kiI5rAeRYNXainddD
ที่มา : มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์