superfood · semiconductor · medical plants · energy · wellness
สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ (สวนล.)

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีคำ 5 คำที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในเอกสารนโยบายระดับชาติแทบทุกฉบับ — อาหารเพื่อสุขภาพ เซมิคอนดักเตอร์ พืชสมุนไพร พลังงาน และ Wellness
คำเหล่านี้ไม่ได้มาจากที่ไหนไกล นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2569 ได้วางกรอบการทำงานไว้ 8 ยุทธศาสตร์ พร้อมโครงการเรือธงรายยุทธศาสตร์ที่ระบุชื่อชัดเจน ตั้งแต่ Wellness Thailand, Semiconductor Thailand, Future Food Thailand ไปจนถึง Green Energy Innovation Thailand และ Net Zero Innovation Thailand ขณะเดียวกัน ร่างแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575 ก็อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2575 ประเทศไทยจะมีสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศถึงร้อยละ 2 มีอันดับดัชนีนวัตกรรมโลกดีขึ้นสู่อันดับต่ำกว่า 40 และมีกำลังคนด้านการวิจัยในระบบไม่น้อยกว่า 400,000 คน สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานี้ต่างจากรอบก่อน ๆ คือปีงบประมาณ 2571 จะเป็นปีแรกของกรอบ 5 ปีใหม่ ทิศทางที่กำลังถูกวางในวันนี้จึงจะอยู่กับเราไปอีกหลายปี คำถามที่ตามมาสำหรับพวกเราทุกคนคือ แล้วมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อยู่ตรงไหนของภาพนี้
ข่าวดีที่อาจไม่ทันสังเกต
สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศได้ทบทวนข้อมูลโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยย้อนหลังสามปีงบประมาณ ตั้งแต่ 2567 ถึง 2569 ทั้งทุนวิจัยมูลฐานและทุนจากแหล่งภายนอก แล้วนำมาเทียบกับเอกสารนโยบายทั้งสองฉบับ
ผลที่ได้น่าสนใจกว่าที่คาด — ทั้ง 5 ประเด็นมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยรองรับอยู่แล้วทุกประเด็น ไม่มีประเด็นใดที่เราต้องเริ่มจากศูนย์
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้รับอนุมัติทุนวิจัยมูลฐาน (FF) 88 โครงการ และทุนจากแหล่งภายนอกอีก 102 โครงการ จากกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือคุณลักษณะของทุนเหล่านั้น — ประมาณสองในสามของงบประมาณทุนภายนอกมาพร้อมคู่ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น หรือชุมชนในพื้นที่
นี่ไม่ใช่ภาพของมหาวิทยาลัยที่ทำวิจัยอยู่ในห้องปฏิบัติการเพียงลำพัง แต่เป็นภาพของมหาวิทยาลัยที่มีคู่ค้าอยู่แล้วจริง
ในรอบทุนวิจัยมูลฐานปีงบประมาณ 2569 มีผู้ยื่นข้อเสนอถึง 110 โครงการ เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวจากปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนว่าความสนใจในการทำวิจัยของบุคลากรกำลังเติบโต

[รูปที่ 2 — แนะนำกราฟแท่งแสดงจำนวนโครงการและงบประมาณวิจัยย้อนหลังสามปี]
พลังงาน: เส้นที่เดินมาไกลที่สุด
งานด้านพลังงานและชีวมวลของมหาวิทยาลัยเป็นสายงานที่มีความต่อเนื่องยาวนานที่สุดในบรรดาห้าประเด็น มีการดำเนินงานติดต่อกันสี่ปีงบประมาณโดยไม่ขาดช่วง และมีการพัฒนาไปถึงระดับโรงงานสาธิตแล้ว
สิ่งที่บอกอะไรได้มากกว่าตัวเลขงบประมาณ คือการที่ภาคเอกชนกลับมาร่วมลงทุนซ้ำในสายงานเดียวกันในรอบถัดมา
ในกรอบนโยบายชาติ พลังงานปรากฏอยู่หลายจุด ทั้งในยุทธศาสตร์นวัตกรรมขั้นแนวหน้าและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่ครอบคลุมเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญคือช่องทางเรือธงระดับชาติเน้นไปทางไฮโดรเจนและเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก ซึ่งไม่ใช่ฐานความถนัดของเรา แต่ในร่างแผนด้าน ววน. มีถ้อยคำที่ตรงกับสิ่งที่เราทำอยู่จริง นั่นคือชีวผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรชีวภาพและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากของเสีย
ก้าวถัดไป จึงไม่ใช่การเปลี่ยนเรื่องที่ทำ แต่คือการเลือกประตูให้ถูก และสร้างชุดโครงการรุ่นใหม่ขึ้นมาต่อจากรุ่นที่กำลังทยอยสิ้นสุด
พืชสมุนไพร: ฐานที่กว้างที่สุด
หากวัดจากจำนวนคน ประเด็นสมุนไพรคือประเด็นที่มีบุคลากรเกี่ยวข้องกว้างขวางที่สุดของมหาวิทยาลัย ในรอบทุนวิจัยมูลฐานล่าสุดมีข้อเสนอด้านนี้ถึง 21 โครงการ จากนักวิจัยที่กระจายอยู่ถึงห้าสำนักวิชา ทั้งฝั่งแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสำนักวิชาอื่น
เครื่องมือที่รองรับก็ครบถ้วนอย่างน่าพอใจ ทั้งโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูงสำหรับวิเคราะห์สารสำคัญ ก๊าซโครมาโทกราฟีควบคู่แมสสเปกโทรเมตรีสำหรับน้ำมันหอมระเหย นิวเคลียร์แมกเนติกเรโซแนนซ์สำหรับพิสูจน์โครงสร้าง และเครื่องวิเคราะห์โลหะหนักครบชุด ซึ่งตรงกับข้อกำหนดการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพรพอดี
ในกรอบชาติ สมุนไพรอยู่ใต้ยุทธศาสตร์ Wellness Thailand โดยมีเส้นทางที่นโยบายวาดไว้ชัดเจนว่าจะเดินจากสมุนไพรไปสู่อุตสาหกรรมเวชสำอางและอุตสาหกรรมยา
ก้าวถัดไป ที่จะสร้างความต่างมากที่สุดคือการรวมพลัง เพราะฐานที่กว้างขนาดนี้ หากรวมเป็นชุดโครงการเดียวที่มีเส้นทางตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมมาตรฐาน ไปจนถึงหลักฐานทางคลินิก จะมีน้ำหนักมากกว่าการยื่นแยกกันอย่างเทียบกันไม่ได้
อาหารเพื่อสุขภาพ: ช่องที่ยังเปิดกว้าง
นี่คือประเด็นที่ทำให้เราประหลาดใจที่สุดจากการทบทวนข้อมูล
มหาวิทยาลัยมีสินทรัพย์รองรับด้านนี้พร้อมอย่างยิ่ง ทั้งโรงงานต้นแบบด้านอาหารของอุทยานวิทยาศาสตร์ และฐานทรัพยากรชีวภาพของภาคใต้ที่หลากหลายอยู่ในมือ ยิ่งไปกว่านั้น โครงการด้านนี้ที่ได้รับทุนภายนอกมีงบประมาณเฉลี่ยต่อโครงการสูงที่สุดในบรรดาห้าประเด็น
แต่ในรอบทุนวิจัยมูลฐานล่าสุด มีผู้ยื่นข้อเสนอด้านนี้เพียง 8 ราย
พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นประเด็นที่มีของพร้อม มีเงินรอ และมีคนแข่งน้อย ในกรอบนโยบายชาติ ประเด็นนี้อยู่ในยุทธศาสตร์เดียวกับเวลเนส โดยมีโครงการเรือธงที่ตั้งชื่อไว้ตรง ๆ ว่า Future Food Thailand และ Sensory Lab Thailand
ก้าวถัดไป ตรงไปตรงมามาก — ต้องการนักวิจัยเพิ่ม โดยเฉพาะทีมที่ผสมระหว่างฝั่งเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ฝั่งเภสัชศาสตร์และสหเวชศาสตร์ที่ทำงานด้านสารออกฤทธิ์ และฝั่งการจัดการที่เข้าใจตลาด

[รูปที่ 3 — แนะนำภาพโรงงานต้นแบบด้านอาหารของอุทยานวิทยาศาสตร์]
เซมิคอนดักเตอร์: เข้าทางประตูที่ถูกต้อง
เมื่อเห็นคำว่าเซมิคอนดักเตอร์ หลายท่านอาจคิดถึงโรงงานผลิตชิปและถอดใจไปก่อน ซึ่งเข้าใจได้ แต่เมื่ออ่านนโยบายอย่างละเอียด จะพบว่าโครงการเรือธงในกลุ่มนี้ไม่ได้มีแต่วงจรรวม ยังมีอีกหนึ่งชื่อที่เขียนไว้ชัดเจนคือ Sensor และ Biosensor Thailand ซึ่งปรากฏพร้อมกันในสองยุทธศาสตร์ ทั้งกลุ่มปัญญาประดิษฐ์และกลุ่มเวลเนส และนี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังทำอยู่แล้วโดยอาจไม่ทันเรียกชื่อรวมกัน งานเซนเซอร์ชีวภาพของเราเติบโตจากไม่มีเลยเมื่อสามปีก่อน มาเป็นหกโครงการในรอบล่าสุด ครอบคลุมตั้งแต่คาร์บอนดอทเรืองแสง แอปตาเมอร์ ชุดตรวจแบบไหลระนาบ ไปจนถึงวัสดุสองมิติกลุ่มโลหะทรานซิชันไดคาลโคจีไนด์ซึ่งเป็นวัสดุกึ่งตัวนำโดยตรง
เครื่องมือที่จำเป็นก็อยู่ในระบบส่วนกลางแล้ว ทั้งการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ รามานสเปกโทรสโกปี เครื่องวัดทางไฟฟ้าเคมี และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ งานคาร์บอนดอทหลายชิ้นใช้ทะลายปาล์มเป็นวัตถุดิบ — วัตถุดิบเดียวกับสายงานพลังงานและชีวมวล
ก้าวถัดไป คือการหาคู่ความร่วมมือภายนอก เพราะแม้ฐานวิชาการจะแข็งแรงและเติบโตเร็ว แต่งานกลุ่มนี้ยังใหม่เกินกว่าจะมีพันธมิตรอุตสาหกรรมที่ชัดเจน
Wellness: ฐานที่มั่นคงที่สุด
งานด้านสุขภาพและการแพทย์ของมหาวิทยาลัยมีลักษณะเด่นที่ต่างจากประเด็นอื่น คือความสม่ำเสมอ ทุนภายนอกด้านนี้เข้ามาในระดับใกล้เคียงกันทุกปีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ผันผวนขึ้นลงตามโครงการใหญ่รายโครงการเหมือนสายงานอื่น
ในกรอบชาติ Wellness Thailand ถูกยกเป็นธงนำของกลุ่มยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ด้วยเหตุผลว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โครงการเรือธงในกลุ่มนี้มีตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเวลเนส นวัตกรรมเวชศาสตร์เขตร้อน นวัตกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพ ไปจนถึงศูนย์กลางการทดลองทางคลินิก
จุดที่ควรพิจารณาคือ Wellness Thailand เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ทางสาธารณสุข การเชื่อมงานวิชาการที่แข็งแรงอยู่แล้วเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมและบริการ จึงเป็นสิ่งที่จะปลดล็อกศักยภาพของประเด็นนี้ได้มากที่สุด
ก้าวถัดไป คือการมองหาคู่ความร่วมมือฝั่งผู้ประกอบการ ทั้งสถานประกอบการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพในพื้นที่
เส้นที่เชื่อมทั้งห้าเข้าด้วยกัน
เมื่อวางทั้งห้าประเด็นเรียงกัน จะเห็นบางอย่างที่ไม่ปรากฏเมื่อมองทีละเรื่อง
ทั้งห้าประเด็นตั้งอยู่บนฐานเดียวกันสามอย่าง หนึ่งคือทรัพยากรชีวภาพของภาคใต้ ตั้งแต่ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ผลไม้เศรษฐกิจ สมุนไพรท้องถิ่น ไปจนถึงทรัพยากรชายฝั่ง สองคือเครื่องมือวิเคราะห์ในระบบส่วนกลางกว่ายี่สิบรายการที่ทุกประเด็นใช้ร่วมกันอยู่แล้ว และสามคือความสัมพันธ์กับพื้นที่ ซึ่งสะท้อนผ่านโครงการที่ทำงานกับนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงกว่ายี่สิบโครงการ รวมถึงกลไกเชิงสถาบันอย่างหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
พูดง่าย ๆ คือ ห้าประเด็นนี้ไม่ใช่ห้าเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน แต่คือห้าทางออกจากฐานทรัพยากรและฐานความสัมพันธ์ชุดเดียวกัน
สิ่งที่จะสร้างความต่างมากที่สุด คือการจับกลุ่มข้ามสำนักวิชา
จากการทบทวนข้อมูลทั้งหมด มีข้อสังเกตหนึ่งที่ชัดเจนกว่าเรื่องอื่น ทุกประเด็นที่กล่าวมามีองค์ประกอบครบอยู่แล้วในมหาวิทยาลัย เพียงแต่องค์ประกอบเหล่านั้นกระจายอยู่คนละสำนักวิชา คนที่รู้เรื่องสารออกฤทธิ์อยู่สำนักวิชาหนึ่ง คนที่รู้เรื่องการขยายขนาดกระบวนการอยู่อีกสำนักวิชาหนึ่ง คนที่รู้เรื่องหลักฐานทางคลินิกและการขึ้นทะเบียนอยู่อีกที่หนึ่ง และคนที่รู้เรื่องตลาดกับผู้ประกอบการอยู่อีกที่หนึ่ง
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคืองานคาร์บอนดอทจากทะลายปาล์ม ซึ่งเป็นงานวัสดุสำหรับเซนเซอร์ แต่ใช้วัตถุดิบจากสายงานพลังงานชีวมวล และปลายทางไปได้ทั้งการตรวจวัดด้านสุขภาพ ด้านอาหาร และด้านสิ่งแวดล้อม งานชิ้นเดียวแตะสามประเด็นพร้อมกัน
เหตุผลที่การจับกลุ่มสำคัญไม่ได้มีแค่เรื่องวิชาการ เกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอในปัจจุบันให้น้ำหนักสูงสุดกับสองเรื่อง คือการมีภาคเอกชนหรือหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ร่วมลงทุน และการมีเส้นทางสู่ผลกระทบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสองเรื่องนี้ทำคนเดียวได้ยากมาก แต่ทำเป็นทีมข้ามศาสตร์ได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ ร่างแผนด้าน ววน. ยังบรรจุกลไกใหม่ที่ชื่อว่า Fundamental to Strategic Fund ซึ่งออกแบบมาเพื่อเชื่อมงานวิจัยพื้นฐานไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์โดยตรง กลไกลักษณะนี้เอื้อต่อชุดโครงการที่มีเส้นทางชัดเจนมากกว่างานเดี่ยว หากท่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้วนึกออกว่างานของท่านเกี่ยวข้องกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งข้างต้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามกรณีนี้
1. ท่านทำงานด้านสมุนไพร สารออกฤทธิ์ หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการที่มีเส้นทางครบตั้งแต่วัตถุดิบถึงหลักฐานทางคลินิก
2. ท่านทำงานด้านอาหาร โภชนาการ การแปรรูป หรือทรัพยากรชีวภาพ และสนใจใช้โรงงานต้นแบบและแพลตฟอร์มที่มหาวิทยาลัยมีอยู่แล้ว
3. ท่านทำงานด้านวัสดุ เซนเซอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือการวิเคราะห์ และมองหาโจทย์จริงจากสายงานสุขภาพ อาหาร เกษตร หรือสิ่งแวดล้อมมาจับคู่
สวนล. ยินดีทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจับคู่ทีมข้ามสำนักวิชา ช่วยเทียบโจทย์ของท่านกับกรอบนโยบายและช่องทางทุนที่เหมาะสม และช่วยเชื่อมกับเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยมี
ทิศทางของประเทศในห้าปีข้างหน้ากำลังถูกวางในช่วงเวลานี้ และสิ่งที่น่ายินดีคือมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ในประเด็นใดเลย เรามีคน มีเครื่องมือ มีพื้นที่ และมีคู่ความร่วมมือ สิ่งที่ยังขาดอยู่อย่างเดียวคือการนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อกันให้เห็นเป็นภาพเดียวและนั่นเป็นสิ่งที่เราทำร่วมกันได้
ข้อมูลในบทความนี้มาจากการทบทวนโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยปีงบประมาณ 2567–2569 เทียบกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และร่างแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575 ฉบับรับฟังความคิดเห็น ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการและอาจมีการปรับเปลี่ยน
ผู้สนใจร่วมพูดคุยหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ โทร. 075 673 557
เขียนและเรียบเรียงโดย รศ.ดร.วิชิตพันธุ์ รองวงศ์