Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
No Pain, No Gain จริงหรือ? เมื่อความเจ็บไม่ได้แปลว่ากำลังพัฒนา

“No pain, no gain” หรือความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่เจ็บก็ไม่พัฒนา เป็นแนวคิดที่ฝังอยู่ในโลกของการวิ่งและการออกกำลังกายมายาวนาน บทความของ Dr. Gary Redfeather เสนอว่า ความเชื่อนี้อาจทำให้เราเข้าใจ “ความเจ็บปวด” ผิด และในบางกรณีอาจนำไปสู่การบาดเจ็บจากการวิ่งมากกว่าการพัฒนาร่างกาย ความเจ็บปวดไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณตรง ๆ ว่าเนื้อเยื่อกำลังเสียหาย เนื่องจากประสบการณ์ความเจ็บของแต่ละคนแตกต่างกัน สิ่งกระตุ้นเดียวกันอาจทำให้คนหนึ่งรู้สึกปวดมาก แต่อีกคนกลับไม่รู้สึกอะไร ความปวดเจ็บจึงเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากทั้งร่างกายและสมอง รวมถึงประสบการณ์ ความเชื่อ และบริบทในขณะนั้น

สำหรับนักวิ่ง หลายคนอาจคุ้นกับความคิดว่า  “ถ้าอยากเก่งขึ้น ก็ต้องทนเจ็บให้ได้” แต่การฝืนวิ่งทั้งที่เจ็บ ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเสมอไป  ความเจ็บปวดเปรียบเหมือน “สัญญาณเตือนภัยของร่างกาย” เมื่อร่างกายรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ ระบบนี้จะส่งสัญญาณให้เราระวังและปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายมากขึ้น เมื่อเกิดการบาดเจ็บ ร่างกายอาจทำให้ระบบเตือนภัยนี้ “ไวขึ้นชั่วคราว” เพื่อช่วยปกป้องบริเวณที่กำลังฟื้นตัว ดังนั้น การฝืนวิ่งต่อทั้งที่อาการกำลังแย่ลง อาจไม่ได้ช่วยให้เรากลับมาแข็งแรงเร็วขึ้นในทางกลับกัน หากเราเรียนรู้ที่จะสังเกตอาการ ปรับระยะทาง ความเร็ว หรือความหนักของการวิ่งให้เหมาะสม และให้เวลาร่างกายฟื้นตัว เราก็สามารถค่อย ๆ กลับไปเพิ่มการฝึกได้อย่างเหมาะสม ดังนั้นการเป็นนักวิ่งที่แข็งแกร่ง ไม่ได้หมายถึงการทนเจ็บให้ได้มากที่สุด แต่คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรผลักตัวเอง และเมื่อไหร่ควรฟังร่างกาย

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราควรหลีกเลี่ยงความไม่สบายทุกชนิด Dr. Gary Redfeather เสนอแนวคิดที่น่าสนใจคือ “productive discomfort” หรือความไม่สบายที่สร้างประโยชน์ เช่น การตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกาย การวิ่งในวันที่อากาศไม่ดี ความเหนื่อยจากการฝึก หรือความหิวจากการปรับพฤติกรรมการกิน สิ่งเหล่านี้อาจรู้สึกไม่สบาย แต่เป็นความไม่สบายที่เรายอมรับโดยมีเป้าหมายและสามารถควบคุมได้ จุดสำคัญจึงไม่ใช่การถามว่า “เจ็บหรือไม่เจ็บ?” แต่คือการเรียนรู้ว่า ความไม่สบายแบบไหนกำลังพาเราไปข้างหน้า และแบบไหนกำลังบอกให้เราหยุด

นักวิ่งที่มีประสบการณ์อาจเรียนรู้ที่จะรับรู้และตีความสัญญาณจากร่างกายแตกต่างออกไป ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้สึกเจ็บแต่พวกเขาสามารถรับรู้ความรู้สึกนั้นและตอบสนองต่อมันได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ในทางกลับกัน ความเจ็บที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ยังสามารถสร้างความกลัวและการหลีกเลี่ยงได้ เมื่อเราเริ่มเชื่อว่าการเคลื่อนไหวคือสิ่งที่ทำให้เจ็บ เราอาจค่อย ๆ หลีกเลี่ยงกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง เต้น เล่นกับลูก หรือแม้แต่กิจกรรมที่เคยทำให้เรามีความสุข

ดังนั้น เป้าหมายของการออกกำลังกายจึงไม่ควรเป็นการ “เอาชนะความเจ็บ” แต่คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจความเจ็บและตอบสนองต่อมันอย่างเหมาะสม ความเจ็บคือความเจ็บ และการพัฒนาคือการพัฒนา — สองสิ่งนี้ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันเสมอไป

เราไม่จำเป็นต้องเจ็บเพื่อพิสูจน์ว่าเรากำลังพัฒนา และบางครั้ง การหยุดพัก ฟังเสียงร่างกาย และปรับเปลี่ยนการฝึก อาจเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเช่นกัน
ที่มา: เรียบเรียงจากเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ และภาพประกอบสร้างด้วย ChatGPT (OpenAI, 2026)

1.Raja SN, Carr DB, Cohen M, et al. (2020). The revised International Association for the Study of Pain definition of pain: concepts, challenges, and compromises. Pain, 161(9), 1976–1982.

2.Tran I, Gibbs MT, Yu N, et al. (2025). Effectiveness of Painful Versus Nonpainful Exercise on Pain Intensity, Disability, and Other Patient-Reported Outcomes in Adults With Chronic Musculoskeletal Pain: An Updated Systematic Review With Meta-Analysis. Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy, 55(8), 1–11.

3.Gabbett TJ, Oetter E. (2025). From Tissue to System: What Constitutes an Appropriate Response to Loading? Sports Medicine, 55, 17–35.

4.(Keil), G. R. (2018, June 21). Pain & Running: Dispelling the “No pain, no gain” bullshit. Medium. https://medium.com/runners-life/pain-running-dispelling-the-no-pain-no-gain-bullshit-f421ecbf8083

Facebook Comments Box