สายสัญญาณเสียง (Audio Cable) มีแบบไหนบ้าง?

                   ปัจจุบันการฟังเพลงในยุคดิจิทัลได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งผู้ฟังสามารถเลือกฟังเพลงได้หลากหลายประเภทและหลากหลายช่องทาง  ที่สำคัญคือมีเพลงให้ฟังได้ฟรีอีกด้วย เราจึงต้องมีความรู้ในการเลือกสายสัญญาณเสียง ถึงแม้ดนตรีจะเพราะ นักร้องจะเสียงดี แต่หากเราต่อสายสัญญาณไม่ถูกต้องหรือเลือกสายสัญญาณที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติของเครื่องเล่น หรือระบบของเครื่องเล่นเพลงก็อาจจะไม่สามารถได้รับฟังเสียงเพลงได้อย่างมรอรรถรสตามที่ต้อง  ในบทความนี้จะบอกถึงประเภทของสายสัญญาณเสียงกันนะครับว่ามีประเภทอะไรบ้าง      สายสัญญาณเสียงมีทั้งระบบอนาล็อกและระบบดิจิทัล   งั้นเรามารู้จักสายสัญญาณเสียงแบบอนาล็อกกันก่อนนะครับ

  1. แบบอันบาล๊านซ์ (Unbalance) เป็นการเชื่อมต่อสัญญาณในยุคแรกๆ ที่นิยมอย่างมาก และนิยมในหมู่ผู้ใช้เครื่องเสียงบ้าน หรือระบบ Hi-Fi นั่นเอง โดยมีการใช้สายสัญญาณแบบสองเส้นเท่านั้น ได้แก่ ขั้วบวก (Tip) และขั้วดิน (Sleeve) ด้วยระดับความแรงของสัญญาณอยู่ที่ -10dBv หัวแจ็คที่ใช้กับสายสัญญาณแบบอันบาล๊านซ์ (Unbalanced) ได้แก่ Phone Jack หรือ 1/4″ แบบ mono เรียกว่า TS (Tip-sleeve)  และ หัวขั้วแบบ RCA เป็นต้น

2. แบบบาล๊านซ์ (Balance)  มีการใช้สายสัญญาณในการนำทางสัญญาณถึงสามเส้นด้วยกัน ได้แก่ ขั้วบวก ขั้วลบ และขั้วดิน (Sleeve) ด้วยระดับความแรงสัญญาณอยู่ที่ +4dBu ทำให้ได้กระแสสัญญาณในการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถใช้สายสัญญาณในระยะทางที่เพิ่มขึ้น โดยลดการสูญเสียสัญญาณที่มาจากความต้านทาน (Impedanced) ที่อยู่ในเครื่องมือ หรือสายสัญญาณลงไปได้มาก หัวแจ็คที่ใช้กับสายสัญญาณแบบบาล๊านซ์ (Balanced) ได้แก่ Phone Jack หรือ 1/4″ แบบ Stereo เรียกว่า TRS (Tip-Ring-Sleeve) และ หัวขั้วแบบ XLR เป็นต้น

คราวนี้ในยุคดิจิทัล  เราก็ต้องมาทำความรู้จักสายสัญญาณเสียงแบบดิจิทัลกันบ้างครับ

1. สาย MIDI 
MIDI ย่อมาจาก Musical Instrument Digital Interface เป็นสายเคเบิลดิจิทัลที่ใช้งานกับเครื่องดนตรี (MIDI) ร่วมกับคอมพิวเตอร์ เช่น Synthesizer, Sound Module, Controller ต่างๆ เป็นรูปแบบดิจิทัล สาย MIDI ใช้ให้ส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องบันทึกเสียงดิจิทัล ส่วนหัวประกอบด้วยหมุดห้าเส้น  หมุดถูกจัดเรียงในครึ่งวงกลม 180 องศา ความยาวของสายควรจะยาวไม่เกิน 6 เมตร เพื่อประสิทธิภาพของสัญญาณเสียง 

2. สาย USB

สาย USB ที่ใช้ในการเล่นไฟล์เพลงจะเป็นชนิดแบบ Type A – Type B เป็นการส่งสัญญาณแบบดิจิทัล จะเห็นช่องต่อแบบนี้ส่วนมากในเครื่องปริ้นท์, มิกเซอร์ดิจิทัล, ลำโพงคอมพิวเตอร์, ลำโพงมอนิเตอร์ เพื่อรองรับความละเอียดไฟล์เสียงที่สูงขึ้น เหมาะกับการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับลำโพง ความยาวที่เหมาะสมประมาณ 5 เมตร หากยาวมากกว่านั้นอาจจะได้คุณภาพเสียงที่ด้อยลง หลายๆ บริษัทผลิตเครื่องเสียงเริ่มหันมาผลิตลำโพง หรืออุปกรณ์เสียง ให้มีช่องการเชื่อมต่อสายสัญญาณแบบ USB มากขึ้นแล้ว

3. สาย Optical

เป็นอีกหนึ่งสายสัญญาณเสียง ที่พบกันได้อย่างแพร่หลายในวงการเครื่องเสียง และทีวี หัวต่อแบบ Optical เป็นหัวต่อที่ค่อนข้างดีในการส่งสัญญาณดิจิทัล วัสดุสายที่เป็น Fiber Optic 
ส่งสัญญาณได้ดีกว่าข้อต่อทั่วไป   และลำโพงหลายแบรนด์ในปัจจุบันก็ยังรองรับการเชื่อมต่อแบบนี้อยู่ จุดเด่น คือ จะมีแผ่นพลาสติกปิดช่องอยู่ ตอนเสียบจะใช้หัว Optical ดันเข้าไปเสียบได้พอดี

เพราะฉะนั้นการเลือกสายสัญญาณมาใช้งานกับระบบเครื่องเสียงของคุณ ควรเลือกสาย และหัวข้อต่อ (Connector) ประเภทต่างๆ ที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด กับความยาวที่เหมาะสม เพื่อการส่งต่อสัญญาณภายในระบบเสียงของคุณ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถรับฟังเสียงได้ครบถ้วนอย่างที่ต้องการ

Facebook Comments Box