
อย่างที่เราทราบกันดีในยุคดิจิทัลที่มีการทำธุรกรรมและสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มิจฉาชีพก็พัฒนาวิธีการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้นเช่นกัน หนึ่งในเทคนิคที่พบบ่อยคือการใช้ URL ปลอม (Phishing URL) เพื่อหลอกให้เหยื่อคลิกลิงก์และกรอกข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิต หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ หากไม่ระมัดระวัง อาจตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรมข้อมูลได้ง่าย ๆ วันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีสังเกต URL ปลอมเพื่อป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ
วิธีสังเกต URL ปลอม
1. ตรวจสอบโดเมนเนมอย่างละเอียด
- 1.1 มิจฉาชีพมักสร้าง URL ที่คล้ายกับของจริง เช่น faceboook.com หรือ g00gle.com ที่มีการสะกดผิดหรือใช้ตัวอักษรที่คล้ายกัน
- 1.2 ให้สังเกตว่าเว็บไซต์จริงมักใช้โดเมนที่ถูกต้อง เช่น facebook.com หรือ google.com
2. สังเกตโปรโตคอล HTTPS
- 2.1 เว็บไซต์ที่ปลอดภัยมักใช้ HTTPS แทน HTTP ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่ส่งผ่านเว็บไซต์ถูกเข้ารหัส
- 2.2 แต่อย่างไรก็ตาม มิจฉาชีพบางรายก็สามารถทำ HTTPS ได้ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย
3. ระวังลิงก์ที่ส่งมาทางอีเมลหรือ SMS
- 3.1 มิจฉาชีพมักส่งลิงก์ที่ดูเหมือนมาจากธนาคารหรือบริษัทดัง ๆ พร้อมข้อความเร่งด่วน เช่น “บัญชีของคุณถูกระงับ กรุณาคลิกที่นี่เพื่อแก้ไข”
- 3.2 ควรหลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และพิมพ์ URL เองแทน
4. ตรวจสอบด้วยเครื่องมือออนไลน์
- 4.1 มีบริการตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์ เช่น Google Safe Browsing เป็นต้น
- 4.2 สามารถใช้เพื่อตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีประวัติไม่ดีหรือถูกจัดเป็นเว็บอันตรายหรือไม่
5. ดูความผิดปกติของหน้าเว็บ
- 5.1 เว็บไซต์ปลอมมักมีดีไซน์หรือโลโก้ที่แตกต่างจากของจริง
- 5.2 หากเข้าสู่ระบบแล้วมีการขอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น รหัสผ่านซ้ำ หรือข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ควรให้ อาจเป็นสัญญาณของเว็บปลอม
6. หลีกเลี่ยงลิงก์ที่สั้นเกินไป
- 6.1 มิจฉาชีพมักใช้บริการย่อลิงก์ เช่น bit.ly หรือ tinyurl.com เพื่อลวงให้ผู้ใช้ไม่เห็นชื่อเว็บไซต์จริง
- 6.2 หากได้รับลิงก์ย่อ ให้ใช้บริการขยายลิงก์ เช่น unshorten.it เพื่อตรวจสอบปลายทางก่อนคลิก
อย่างไรก็ตามการหลีกเลี่ยง URL ปลอมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูล ควรมีสติทุกครั้งก่อนคลิกลิงก์ ตรวจสอบ URL อย่างละเอียด และใช้มาตรการป้องกันเพิ่มเติม เช่น เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานออนไลน์