- ในบทความนี้ของศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะนำทุกท่านมารู้จักกับกับดัชนีความร้อนและการเกิดโรคลมร้อน (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก พร้อมแล้วก็ไปเรียนรู้กันได้เลย
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ดัชนีความร้อนหรืออุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกได้ (Feels Like) เป็นอุณหภูมิที่คนเรารู้สึกได้ในขณะนั้นว่าอากาศร้อนมากน้อยเพียงใด เป็นค่าสำหรับพิจารณาความสบายทางกายของมนุษย์ ซึ่งมีความแตกต่างกับอุณหภูมิที่วัดได้จริง ปัจจัยที่ทำให้เราร้อนไม่ได้มีเพียงแค่อุณหภูมิอากาศ แต่ “ความชื้นสัมพัทธ์” ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกร้อนมากขึ้น โดยในช่วงเปลี่ยนฤดูร้อนสำหรับประเทศไทย ความชื้นสัมพัทธ์อาจสูงขึ้นถึง 80 - 90% แต่ฤดูหนาวอาจจะอยู่ที่ 30 - 40% ทำให้ในฤดูร้อนจึงรู้สึกร้อนอบอ้าวและร่างกายเหนียวเหนอะหนะ อากาศที่มีความชื้นสูงจึงทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิที่วัดได้ เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิอากาศสูง ร่างกายร้อนขึ้น ร่างกายจะเริ่มขับเหงื่อออกเพื่อระบายความร้อนและปรับให้ร่างกายมีอุณหภูมิปกติประมาณ 37 องศาเซลเซียส ที่เหมาะแก่การทำงานของอวัยวะต่างๆ แต่หากเหงื่อออกแล้วไม่สามารถระเหยได้เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์อากาศสูง จะทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ เราจึงรู้สึกร้อนขึ้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการที่เราจะรู้สึกร้อนมากกว่าอุณหภูมิจริงที่วัดได้ เนื่องจากความร้อนของอากาศมีความสัมพันธ์กับความชื้นสัมพัทธ์ด้วย นอกจากนี้ ลมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยระบายความร้อนอีกด้วย
- ค่าดัชนีความร้อนคำนวณมาจากค่าอุณหภูมิอากาศและค่าความชื้นสัมพัทธ์ที่วัดได้จริง นำมาประยุกต์ใช้เพื่อระบุความเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับผลกระทบจากความร้อนได้ ซึ่งค่าดัชนีความร้อนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอุณหภูมิของอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ โดยเมื่ออุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์เพิ่มขึ้น ดัชนีความร้อนก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่หากอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ลดลง ดัชนีความร้อนก็ลดลงด้วย
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ดัชนีความร้อนรายปีทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.17 - 0.93 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ โดยเฉพาะบริเวณภาคกลาง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าภาคอื่นๆ ดัชนีความร้อนรายปีมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ขณะที่ดัชนีความร้อนในภาพรวมของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 0.34 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษหรือประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส ในรอบ 44 ปี (ปี พ.ศ. 2513 - 2556)
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ดัชนีความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคลมร้อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นโรคที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้อุณหภูมิ ในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส หากร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างภายในและภายนอกร่างกายได้ จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย ซึ่งสัญญาณสำคัญคือ ไม่มีเหงื่อออก ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนได้ ทำให้ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน มีความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ชัก เพ้อ เดินเซ พูดจาสับสน ซึ่งต่างจากการเพลียจากแดดทั่วๆ ไปที่จะพบว่ามีเหงื่อออกด้วย หากเกิดอาการดังกล่าว จะต้องหยุดพักทันที
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคลมร้อน ได้แก่ เด็กเล็กและผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 65 ปี) ผู้ที่ออกแรงมากในขณะทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อน และผู้ที่ทานยาบางชนิด ได้แก่ ยาลดความดันโลหิตบางประเภท ยาขับปัสสาวะ ยารักษาโรคจิตเวช ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาระบาย ยาบ้า โคเคน และผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคปอด โรคอ้วน หรือเคยเป็นโรคลมแดดมาก่อน
- วิธีปฐมพยาบาลโรคลมร้อนเบื้องต้น นำผู้ป่วยเข้าที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง ถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบาย ความร้อน เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง โดยเร็วที่สุด ดื่มน้ำเปล่า และน้ำเกลือแร่ให้มากๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ และป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียเกลือแร่ หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำส่ง โรงพยาบาลทันที
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- ขอบคุณภาพจาก https://www.scimath.org
- เราทุกคนต้องเผชิญกับสภาวะอากาศที่ร้อนมากเช่นนี้กันอีกในปี ต่อ ๆ ไป เราต้องรู้จักเรียนรู้ ดูแลตัวเอง และปรับตัวให้อยู่ได้อย่างปลอดภัย เช่น อย่าอยู่กลางแจ้งนานเกินไป ควรใช้ร่มช่วยบังแดด ดื่มน้ำให้มาก รวมทั้งเครื่องดื่มเย็นๆ หรืออาหารที่มีน้ำมาก อาบน้ำเย็น หรือถ้าอยู่ในที่พักอาศัยควรเปิดประตูและหน้าต่าง เปิดพัดลม เพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่เกิดความร้อนสะสม ติดตามการพยากรณ์ค่าดัชนีความร้อน ร่วมกันดูแลคนรอบข้างให้อยู่ในสภาพอากาศร้อนที่ตระหนักรู้เกี่ยวกับฮีทสโตรก เพียงเท่านี้เราก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุข
- บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 51 ฉบับที่ 242 พฤษภาคม – มิถุนายน 2566
- ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่
- https://emagazine.ipst.ac.th/242/46
- ข้อมูลอ้างอิง
- ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก
- https://www.scimath.org
Facebook Comments Box