สัญญารับทุนการศึกษา หรือ “สัญญารับทุนรัฐบาล” เป็นสัญญาของรัฐที่ต้องการส่งเสริม สนับสนุน จัดสรรทุนการศึกษาให้กับสถาบันอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของประเทศ สัญญาทุนจะมีหลากหลายประเภทและเงื่อนไขของสัญญามีความแตกต่างกันในรายละเอียด โดยทั่วไปสัญญารับทุนรัฐบาลเป็นสัญญาที่รัฐบาลไทย หรือหน่วยงานของรัฐ ให้ทุนการศึกษาแก่บุคคลทั่วไป หรือข้าราชการ เพื่อศึกษาต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศและกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับทุนเข้ารับราชการ หรือปฏิบัติงานชดใช้ทุนในหน่วยงานของรัฐที่กำหนดหลังสำเร็จการศึกษาเป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 เท่าของระยะเวลาในการรับทุน ทั้งนี้ สัญญารับทุนรัฐบาลที่กำหนดให้ผู้รับทุนเข้ารับราชการ หรือปฏิบัติงานชดใช้ทุนในหน่วยงานของรัฐ ถือเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดในที่ประชุมใหญ่ขยายความรวมไปถึงสัญญาที่ตกลงให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการ หรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณโดยตรง หรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ
บทวิจารณ์นี้ ผู้แต่งซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนิติกร งานคดีปกครอง ได้รวบรวมขึ้นจากประสบการณ์ในหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงและอยู่ในภาระงานหลักของผู้แต่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อเท็จจริงและผลกระทบอันเกี่ยวเนื่องกับสัญญารับทุนของรัฐให้บุคคลทั่วไป ได้รับรู้รับทราบอย่างเข้าใจ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาข้อพิพาทที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังจากการลงลายมือชื่อในสัญญารับทุนรัฐบาล โดยเฉพาะผู้สนใจที่จะรับทุนควรพิจารณาข้อดีและข้อเสียของการรับทุนการศึกษาที่มีข้อผูกพันอย่างรอบคอบและศึกษารายละเอียดเงื่อนไขของสัญญารับทุนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะเมื่อผู้รับทุนเข้าทำสัญญาแล้วย่อมต้องผูกพันตามเงื่อนไขของสัญญาทุกประการ และการผูกพันนั้นอาจเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากและระยะเวลาครึ่งค่อนชีวิตของผู้รับทุนก็เป็นได้
พันธการทางกฎหมายระหว่างรัฐและบุคคลตามสัญญารับทุนรัฐบาล
- 1. “พันธะแห่งโอกาส” เข้าใจแก่นแท้ของสัญญารับทุนในฐานะ “สัญญาทางปกครอง” ในมุมมองทางกฎหมาย สิ่งแรกที่ดิฉันอยากให้ทุกท่านทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ คือ สัญญารับทุนการศึกษาที่ท่านได้ลงนามไว้นั้น มีสถานะเป็น “สัญญาทางปกครอง” ไม่ใช่สัญญาทางแพ่งทั่วไป ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการตีความและบังคับใช้แก่นแท้ของสัญญาทางปกครองในบริบทสัญญารับทุน
1.1 ผู้ให้ทุนคือหน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัยของเราในฐานะองค์กรของรัฐ ย่อมเป็นคู่สัญญาฝ่ายปกครอง การกระทำใด ๆ ของเราจึงต้องคำนึงถึง “ประโยชน์สาธารณะ” เป็นสำคัญ
1.2 วัตถุประสงค์เพื่อบริการสาธารณะ การให้ทุนมิใช่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างบุคลากรให้กลับมารับใช้ชาติ พัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม อันเป็น “บริการสาธารณะ” ที่รัฐจัดให้แก่ประชาชนโดยรวม
1.3 เอกสิทธิ์ของรัฐ สัญญาทุนมักมีเงื่อนไขพิเศษที่ให้อำนาจแก่มหาวิทยาลัย เช่น การระงับทุน การเรียกตัวกลับ หรือการหักหนี้จากเงินบำเหน็จบำนาญ ซึ่งเอกสิทธิ์เหล่านี้มีอยู่เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานเพื่อประโยชน์สาธารณะให้บรรลุผล
นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด สัญญาทางปกครองไม่ได้อยู่บนฐานแห่งความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์แบบดังเช่นสัญญาทางแพ่ง เพราะฝ่ายปกครองมีหน้าที่และอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนบุคคล การที่สัญญาต้องมีเอกสิทธิ์เหล่านี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและประสิทธิภาพของการบริการสาธารณะ
- 2. “ความท้าทายในทางปฏิบัติ” ปัญหาที่นิติกรต้องเผชิญเมื่อสัญญาถูกละเมิด ในภาคปฏิบัติ ดิฉันได้เห็นและรับมือกับปัญหาจากการผิดสัญญารับทุนมาโดยตลอด ความรู้สึกว่า “สัญญาไม่เป็นธรรม” ของนักเรียนทุนนั้นมีที่มาที่ไปที่พอจะเข้าใจได้ แต่ในทางกลับกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐก็เป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ และการเยียวยาแก้ไขก็เต็มไปด้วยอุปสรรค
2.1 เงื่อนไขสัญญาที่เคร่งครัดเกินไป หลายท่านมองว่า ระยะเวลาการชดใช้ทุนที่ยาวนาน (2 เท่าของระยะเวลารับทุน) และเบี้ยปรับที่สูงลิบลิ่ว (2 เท่าของเงินทุน) นั้นหนักหนาสาหัสเกินไป ในฐานะนิติกร การบังคับใช้เงื่อนไขเหล่านี้ มักนำมาซึ่งความรู้สึกไม่พอใจและแรงต่อต้านจากนักเรียนทุน ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วการดำเนินคดีก็ต้องใช้ทรัพยากรและเวลายืดเยื้อ การที่สัญญามักเป็นแบบสำเร็จรูป ไม่เปิดโอกาสให้เจรจาต่อรอง ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้สัญญาทุนถูกมองว่าขาดความยืดหยุ่น
2.2 อนาคตที่ไม่แน่นอน…จุดเปลี่ยนของการตัดสินใจ ปัญหาที่หนักใจที่สุดคือ เมื่อนักเรียนทุนที่สำเร็จการศึกษาแล้ว กลับมาไม่ได้รับการบรรจุงานในตำแหน่งที่ตรงกับสาขาที่เรียน หรือได้งานที่ไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญ ความรู้สึกว่าความรู้ที่สั่งสมมาไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทำให้หลายคนหมดกำลังใจและตัดสินใจเลือกเส้นทางอื่น มหาวิทยาลัยเองก็ตระหนักดีว่า การขาดแผนรองรับที่ชัดเจน และการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานในการจัดสรรทุน เป็นช่องโหว่สำคัญที่บั่นทอนเจตนารมณ์ที่ดีของการให้ทุน
2.3 หลักประกันที่ไม่เพียงพอ…เมื่อ “หนีทุน” กลายเป็นเรื่องจริง นี่คือปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการเรียกคืนความเสียหาย
2.4 ผู้ค้ำประกันบุคคล…ภาระอันหนักอึ้ง โดยส่วนใหญ่ สัญญาทุนมักกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันเพียงคนเดียว ซึ่งมักเป็นบิดา มารดา หรือญาติสนิท หากนักเรียนทุนผิดสัญญาและไม่มีทรัพย์สินให้บังคับคดีผู้ค้ำประกันเพียงคนเดียวก็อาจไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอจะชดใช้หนี้จำนวนมหาศาล หรือบางกรณี
ผู้ค้ำประกันเสียชีวิตไปแล้ว
2.5 การแสดงหลักทรัพย์ที่ไร้ผล แม้สัญญาจะระบุให้ผู้ค้ำประกันแสดงหลักทรัพย์ (ทรัพย์สิน) แต่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังคงเป็นของผู้ค้ำประกัน ซึ่งสามารถโอนย้ายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเกิดการผิดสัญญา ดิฉันก็พบว่าทรัพย์สินที่แสดงไว้มักไม่สามารถบังคับคดีได้จริง
2.6 การย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ ในหลายกรณีนักเรียนทุนตัดสินใจไปทำงานและย้ายถิ่นฐานไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ โดยขายทรัพย์สินในไทยจนหมด การบังคับคดีในต่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้การเรียกคืนเงินทุนแทบจะเป็นไปไม่ได
ปัญหาเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาล สูญเสียบุคลากรคุณภาพที่ลงทุนสร้าง และยังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการดำเนินคดีที่มักไม่คุ้มค่า
- 3. “ก้าวสู่ความรับผิดชอบร่วมกัน” ทางออกเชิงรุกและข้อเสนอแนะในฐานะนิติกร จากประสบการณ์ ดิฉันเชื่อมั่นว่าการแก้ไขปัญหาการหนีทุนและการสร้างความเป็นธรรมในสัญญารับทุน ต้องอาศัยแนวทางที่รอบด้าน ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การบริหารจัดการ และการเสริมสร้างหลักประกัน นี่คือข้อเสนอแนะที่ ดิฉันมองว่าเป็นก้าวสำคัญ
3.1 ยกระดับหลักประกันเพื่อความมั่นคงของชาติ แนวทางที่มีศักยภาพสูงสุดในการลดความเสี่ยงคือ
3.1.1 การนำหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Letter of Guarantee –BLG) มาใช้เป็นหลักประกันในสัญญารับทุนการศึกษา เหตุผลในเชิงปฏิบัติที่สนับสนุนการใช้ BLG โดยบทบาทและการใช้งาน BLG ในปัจจุบัน BLG หรือ หนังสือค้ำประกันจากธนาคาร เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญในประเทศไทย มีบทบาทหลักในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างคู่สัญญา โดยเฉพาะในธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยง โดยทั่วไปแล้ว BLG ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในกรณีสัญญารับทุนการศึกษา แต่จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในกรณีต่าง ๆ อาทิ สัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและเอกชน เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา เช่น การประมูลงานก่อสร้าง, การซื้อขายสินค้า, หรือการให้บริการ นอกจากนี้ยังใช้ในการ ขอสินเชื่อหรือวงเงินกับสถาบันการเงิน, สัญญาเช่าระยะยาว (โดยเฉพาะการเช่าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์), และ สัญญาธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อค้ำประกันการชำระเงินหรือการปฏิบัติตามข้อตกลง เช่น การเปิด L/C (Letter of Credit) (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2560) ในแง่ของกฎหมาย BLG จัดอยู่ในหมวด สัญญาค้ำประกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 ซึ่งระบุว่า “อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น” (จิรวัฒน์ มั่นปัญญา,2558;ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์,2565) โดยมีธนาคารทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันในกรณีของ BLG ทั้งนี้ เหตุผลในทางปฏิบัติที่สนับสนุนการใช้ BLG กับสัญญาทุนการศึกษา มีดังนี้
1) ลดความเสี่ยง…เพิ่มความมั่นใจ BLG เปลี่ยนผู้ค้ำประกันจากบุคคล (ซึ่งมีข้อจำกัดด้านฐานะหรืออาจเสียชีวิต) ไปเป็นสถาบันการเงินที่มั่นคง. หากเกิดการผิดสัญญา มหาวิทยาลัยสามารถเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ทันที นี่คือการแก้ปัญหา “หนีทุน” ที่ได้ผลจริง
2) ขั้นตอนชัดเจน รวดเร็ว การบังคับใช้ BLG มีกลไกที่ชัดเจนและรวดเร็วกว่าการฟ้องร้องผู้ค้ำประกันบุคคล ซึ่งต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง
3) ลดภาระผู้ค้ำประกันบุคคล การมี BLG จะช่วยลดภาระอันหนักอึ้งของผู้ค้ำประกันส่วนบุคคล ธนาคารจะบริหารความเสี่ยงโดยการเรียกหลักประกันจากนักเรียนทุน (ลูกค้าของธนาคาร) เอง
4) เป็นที่ยอมรับในสากล หลายสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานยาง ประเทศสิงคโปร์ ก็ใช้ BLG ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความเป็นมาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม แม้ BLG จะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงและน่าเชื่อถือ แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ (ธนาคารกรุงเทพ,ม.ป.ป:ธนาคารกสิกรไทย,ม.ป.ป.) ก่อนตัดสินใจใช้เช่นกัน ดังนี้
1) มีค่าธรรมเนียม การออก BLG มีค่าใช้จ่าย โดยธนาคารจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายปีหรือตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งโดยทั่วไปจะคิดเป็นร้อยละของวงเงินที่ค้ำประกัน
2) กระทบต่อวงเงินสินเชื่อ วงเงิน BLG ที่ได้รับการอนุมัติจากธนาคารจะถูกหักออกจากวงเงินสินเชื่อทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับ ทำให้ลูกค้ามีวงเงินเหลือสำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจอื่น ๆ น้อยลง
3) มีความยุ่งยากในการออก การขอออก BLG ต้องผ่านกระบวนการอนุมัติของธนาคาร ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบสถานะทางการเงิน ความน่าเชื่อถือ และหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกค้า
4) เป็นภาระผูกพันระยะยาว ในกรณีที่สัญญาหลักมีอายุยาวนาน BLG ก็จะเป็นภาระผูกพันระยะยาวตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ที่ต้องการใช้ BLG ต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อวงเงินสินเชื่ออย่างรอบคอบ
3.1.2 นอกจากนี้ ควรปรับปรุงหลักประกันบุคคลด้วย ดังนี้
1) เพิ่มจำนวนผู้ค้ำประกัน ควรพิจารณากำหนดให้มีผู้ค้ำประกันมากกว่า 1 คน เพื่อลดความเสี่ยงและกระจายภาระ
2) จำกัดผู้ค้ำประกันในครอบครัว ควรกำหนดให้ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องเท่านั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจทางสังคมให้นักเรียนทุนไม่ผิดสัญญา ด้วยความเกรงใจและห่วงใยผู้ใกล้ชิด
3.2 ปรับปรุงการบริหารจัดการทุนการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส การแก้ปัญหาจากต้นเหตุคือหัวใจสำคัญ มหาวิทยาลัยและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกัน
3.2.1 จัดตั้งหน่วยงานกลางและระบบข้อมูล ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลนักเรียนทุนทั้งหมด และประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงความต้องการบุคลากรที่แท้จริง ลดความซ้ำซ้อนของการให้ทุน และมีแผนที่ชัดเจนในการจัดสรรบุคลากร
3.2.2 วางแผนเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ต้องมีแผนรองรับที่ชัดเจนในการใช้ประโยชน์จากนักเรียนทุนที่สำเร็จการศึกษาแล้ว ให้ตรงกับสาขาวิชาและความเชี่ยวชาญ การไม่มีตำแหน่งงานที่เหมาะสมทำให้การลงทุนของรัฐสูญเปล่า และบั่นทอนกำลังใจของนักเรียนทุน
3.2.3 ติดตามและประเมินผลอย่างเข้มงวด ควรมีมาตรการดูแล ติดตาม และประเมินผลนักเรียนทุนอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด ทั้งระหว่างศึกษาและหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อป้องกันการย้ายไปทำงานต่างประเทศหรือการหนีทุน และเพื่อให้การศึกษาสำเร็จตามกำหน
3.3 สร้างความยืดหยุ่นในเงื่อนไขสัญญา ภายใต้กรอบของกฎหมาย แม้จะเป็นสัญญาทางปกครอง แต่การเปิดโอกาสให้เกิดความยืดหยุ่นบางประการ จะช่วยสร้างความเป็นธรรมและส่งเสริมการปฏิบัติตามสัญญา
3.3.1 การเจรจาต่อรองที่สมเหตุสมผล ควรพิจารณาเปิดโอกาสให้นักเรียนทุนสามารถ เจรจาต่อรองระยะเวลาการชดใช้ทุน หรืออัตราเบี้ยปรับได้เป็นรายกรณี หากมีเหตุผลอันสมควร การลดความแข็งกระด้างของสัญญาจะทำให้นักเรียนทุนรู้สึกได้รับการพิจารณาและเต็มใจที่จะปฏิบัติตามมากขึ้น
3.3.2 รักษาเอกสิทธิ์ของรัฐ อย่างไรก็ตาม ในฐานะสัญญาทางปกครอง สัญญาต้องคงไว้ซึ่งลักษณะพิเศษบางประการที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เช่น อำนาจในการเรียกตัวผู้ลาศึกษากลับ การระงับทุน หรือการหักหนี้จากบำเหน็จบำนาญ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ
3.4 ผลักดันพระราชบัญญัติสัญญารับทุนการศึกษา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นไปอย่างมีระบบและเป็นธรรมในระยะยาว ควรมีการตราพระราชบัญญัติสัญญารับทุนการศึกษา ขึ้นมาใช้บังคับโดยเฉพาะ พ.ร.บ. นี้จะเป็นกฎหมายกลางที่กำหนดมาตรฐานสัญญา คุณสมบัติผู้รับทุน รูปแบบสัญญา
ค้ำประกัน และเบี้ยปรับ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันนอกจากนี้ ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาและกำกับดูแล เพื่อสร้างความเป็นธรรมและประสิทธิภาพแก่ทุกฝ่าย (อติญา กิตตระกูล,2563)
3.5 การให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและชัดเจนก่อนการลงนามสัญญา
3.5.1 การจัดปฐมนิเทศภาคบังคับ ก่อนการลงนามสัญญา ควรมีการจัดปฐมนิเทศหรือการชี้แจงรายละเอียดของสัญญาอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยเน้นย้ำถึงลักษณะของสัญญาในฐานะ “สัญญาทางปกครอง” วัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ เงื่อนไขการชดใช้ทุน อัตราเบี้ยปรับ และผลลัพธ์ของการผิดสัญญา รวมถึงภาระของผู้ค้ำประกัน การให้คำแนะนำด้านการเงินแก่ทั้งนักเรียนทุนและผู้ค้ำประกันเกี่ยวกับผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญ
3.5.2 จัดทำเอกสารสรุปสาระสำคัญของสัญญาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่ใช้ภาษาทางกฎหมายที่ซับซ้อนมากเกินไป และอาจมีตัวอย่างสถานการณ์ต่าง ๆ (Case Study) เพื่อให้นักเรียนทุนและผู้ค้ำประกันเห็นภาพผลกระทบจริง
3.6 การพัฒนากลไกการระงับข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution – ADR)
3.6.1 การไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการ นอกเหนือจากการฟ้องร้องคดีซึ่งใช้ทรัพยากรและเวลายืดเยื้อ ควรพิจารณาจัดตั้งกลไกการไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการเพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาทุน การใช้ ADR จะช่วยลดภาระของศาล ลดค่าใช้จ่าย และอาจนำไปสู่ข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นส่วนบุคคลของนักเรียนทุน
3.7 การเสริมสร้างระบบสนับสนุนและติดตามหลังสำเร็จการศึกษา
3.7.1 การให้คำปรึกษาและแนะแนวอาชีพเชิงรุก เสริมจากการวางแผนเส้นทางอาชีพ ควรมีหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและแนะแนวอาชีพแก่นักเรียนทุนอย่างต่อเนื่องหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อช่วยเชื่อมโยงนักเรียนทุนกับตำแหน่งงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญในหน่วยงานของรัฐ หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสการทำงานที่สามารถชดใช้ทุนได้ รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน
3.7.2 เครือข่ายศิษย์เก่าทุน จัดตั้งเครือข่ายศิษย์เก่าทุนเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ให้ศิษย์เก่าได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้คำแนะนำ และเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนทุนรุ่นใหม่เห็นถึงคุณค่าของการกลับมาปฏิบัติงานชดใช้ทุนและรับใช้ชาติ
3.8 การสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมวัฒนธรรมความรับผิดชอบ
3.8.1 แคมเปญรณรงค์สาธารณะ จัดทำแคมเปญรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และคุณูปการของระบบทุนการศึกษาต่อการพัฒนาประเทศชาติ รวมถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามสัญญาในฐานะ “ความรับผิดชอบร่วมกัน” เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและความภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ
3.8.2 การยกย่องนักเรียนทุนดีเด่น จัดให้มีการยกย่องเชิดชูนักเรียนทุนที่ปฏิบัติตามสัญญาและสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนทุนรุ่นต่อไป
สรุป
สุดท้ายนี้ ความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่ออนาคตที่ดีกว่า ปัญหาการผิดสัญญารับทุนการศึกษาเป็นความท้าทายที่ซับซ้อน แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยความเข้าใจและแนวทางเชิงรุก ผู้แต่ง ในฐานะนิติกรงานคดีปกครอง เชื่อว่าการผสมผสานระหว่างการปรับปรุงหลักประกันให้เข้มแข็ง (โดยเฉพาะ Bank Letter of Guarantee) การบริหารจัดการทุนที่โปร่งใสและมีแผนงานที่ชัดเจน การสร้างความยืดหยุ่นในเงื่อนไขสัญญาอย่างมีเหตุผล และการผลักดันกฎหมายเฉพาะ การให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและชัดเจนก่อนการลงนามสัญญา การพัฒนากลไกการระงับข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution – ADR) การเสริมสร้างระบบสนับสนุนและติดตามหลังสำเร็จการศึกษา และการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมวัฒนธรรมความรับผิดชอบ จะเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบทุนการศึกษาของเรา เมื่อทุกฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันถึงพันธะแห่งโอกาส และความรับผิดชอบร่วมกัน มหาวิทยาลัยจะสามารถมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนของชาติจะถูกนำไปใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และนักเรียนทุนจะสามารถก้าวสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพที่กลับมาพัฒนาประเทศชาติด้วยความภาคภูมิใจและเต็มใจ อันจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต
บรรณานุกรม
กิตตระกูล, อ. (2563). ปัญหาทางกฎหมายในสัญญารับทุนการศึกษาของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานของรัฐ. (วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต).
จิรวัฒน์, ม. (2558). การค้ำประกันและจำนอง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ธนาคารกรุงเทพ. (ม.ป.ป.). ผลิตภัณฑ์และบริการ: หนังสือค้ำประกัน (L/G). สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2568, จาก https://www.bangkokbank.com/th/BusinessBanking/Trade-Finance/Letters-of-Guarantee.
ธนาคารกสิกรไทย. (ม.ป.ป.). คู่มือการใช้บริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ (e-Guarantee). สืบค้นเมื่อ 14 กันยายน 2568, จาก https://www.kasikornbank.com/th/business/products-and-services/trade-finance/e-guarantee.
ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2560). แนวปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันของธนาคาร. (เอกสารเผยแพร่).
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. (2565). มาตรา 680-701. [เข้าถึงจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีก
บทความโดย
นางภัตทรา หลักเพชร (นิติกร งานคดีความ)
ที่ปรึกษาผลงาน
ผศ.จินตนา อุณหะไวทยะ (หัวหน้าส่วนนิติการ)