การพัฒนาระบบบริหารงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพ ไม่ได้อาศัยเพียงแนวคิดเชิงนโยบายหรือองค์ความรู้จากตำราเท่านั้น แต่การได้ “ไปเห็นของจริง” ในหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จ คือบทเรียนสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจภาพรวมของการบริหารจัดการวิจัยอย่างลึกซึ้งและเป็นรูปธรรม
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นับเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศที่มีชื่อเสียงด้านคุณภาพงานวิจัยและความเป็นนานาชาติ โดยได้รับการจัดอันดับจาก THE World University Rankings 2026 ให้อยู่ในช่วงอันดับ 1001–1200 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 4 ร่วมของมหาวิทยาลัยไทย อีกทั้งยังโดดเด่นด้าน Research Quality และ International Outlook โดยได้รับคะแนนสูงสุดเป็น อันดับ 1 ของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการบริหารจัดการงานวิจัยอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ จึงเข้าศึกษาดูงานในส่วนบริหารงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ นวัตกรรม และการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในระดับสถาบัน เพื่อให้บุคลากรของหน่วยงานมีความเข้าใจในระบบการบริหารงานวิจัยที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กรได้
เรียนรู้จากพื้นที่จริง ผ่านหน่วยงานต้นแบบ
การศึกษาดูงานครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร แนวทางการดำเนินงานที่เป็นแบบอย่าง และมุมมองการเชื่อมโยงงานวิจัยกับอัตลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบบริหารงานวิจัยของ สถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้อย่างชัดเจน ผ่านการเยี่ยมชมหน่วยงานสำคัญ ดังนี้
1) ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร
สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมระดับนานาชาติ และการต่อยอดองค์ความรู้สู่งานวิจัยและความร่วมมือระหว่างประเทศ



2) หอประวัติมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
แสดงให้เห็นการใช้ “ทุนทางประวัติศาสตร์และพระราชปณิธาน” เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาองค์ความรู้และงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาชุมชน



3) พิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง
ตัวอย่างของงานวิจัยเชิงสร้างสรรที่ต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้



4) ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร
- โรงงานผลิตยาสมุนไพร
- โรงงานต้นแบบเครื่องสำอาง
สะท้อนภาพการบริหารงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบมาตรฐาน จนถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์




5) COSMETIC MAKER SPACE และ COSMETIC LAB
ศูนย์กลางบริการด้านความงามครบวงจร ที่แสดงให้เห็นการต่อยอดงานวิจัยสู่การบริการวิชาการและการสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญ : การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้บริหารงานวิจัย
คณะผู้บริหารและบุคลากรจากสถาบันส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมสู่ความเป็นเลิศ (สวนล.) มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.วิชิตพันธุ์ รองวงศ์ รักษาแทนผู้อำนวยการ สวนล. ได้เข้ารับฟังการบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้การต้อนรับ และ นายกานต์กุญช์ บำรุงชาติ หัวหน้าส่วนบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยและนวัตกรรม ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานวิจัยของหน่วยงานได้ต่อไป
จุดเริ่มต้นการพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีแนวคิดในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมโดยยึดโยงกับบริบทเชิงพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นสำคัญ ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ สมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชนเผ่าและชาติพันธุ์ รวมถึงศักยภาพเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงที่มีจุดเริ่มต้นมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนางานวิจัยให้มีอัตลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ นำไปสู่การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดประเด็นเด่นที่ควรได้รับการส่งเสริมและผลักดันให้เกิดความชัดเจน โดยอาศัยจุดแข็งของมหาวิทยาลัยที่มีสำนักวิชาซึ่งเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและสาขาที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถพัฒนางานวิจัยด้านสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้อย่างเป็นระบบและครบวงจร
จากการพัฒนาดังกล่าว ได้นำไปสู่การจัดตั้งโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการทดสอบ วิจัย และต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสู่ชุมชนในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับท้องถิ่นและการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ การพัฒนาชุมชนผ่านกระบวนการวิจัยและนวัตกรรมยังช่วยยกระดับขีดความสามารถของชุมชนในการรับจ้างผลิตในรูปแบบ OEM และ ODM อันเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มรายได้ และมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างยั่งยืน
การพัฒนาระบบมาตรฐานงานวิจัย
ในด้านมาตรฐานการวิจัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสนับสนุนงานวิจัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยและสร้างความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติและมีการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการงานวิจัยอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดระยะเวลาในแต่ละขั้นตอน และลดภาระงานด้านเอกสารที่มีความซ้ำซ้อนหรือมากเกินความจำเป็น
การบริหารงานวิจัย
การบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพนักวิจัย โดยครอบคลุมทั้งทุนสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน ทุนวิจัยจากแหล่งภายนอก และทุนวิจัยภายในมหาวิทยาลัย
สำหรับทุนสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund) มหาวิทยาลัยมีแนวปฏิบัติที่น่าสนใจ คือ การจัดกิจกรรมพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย โดยเชิญนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยมูลฐานและดำเนินโครงการแล้วเสร็จ เข้าร่วมกิจกรรมหรือแคมป์พัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อยกระดับข้อเสนอโครงการให้มีความเข้มแข็ง และสามารถนำไปต่อยอดในการยื่นขอรับทุนวิจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) ในระยะถัดไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในส่วนของทุนวิจัยจากแหล่งภายนอก มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยในระยะเริ่มต้น โดยเปิดโอกาสให้นักวิจัยที่ได้รับทุนจากแหล่งภายนอกสามารถยืมเงินจากกองทุนหมุนเวียนไปใช้ดำเนินโครงการวิจัยได้ก่อน ระหว่างรอการเบิกจ่ายงบประมาณจากแหล่งทุนหลัก ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้กำหนดขั้นตอนการจัดทำสัญญายืมเงิน การเบิกจ่าย และการคืนเงินยืมไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีระบบบริหารจัดการเงินทุนวิจัยที่มีประสิทธิภาพ โดยนำระบบ VAN ผ่านธนาคาร UOB มาใช้ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินทุนวิจัย และเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ในการบริหารงบประมาณ
สำหรับทุนวิจัยภายใน มหาวิทยาลัยมีการออกแบบกลไกการสนับสนุนที่สอดคล้องกับระดับประสบการณ์ของนักวิจัย โดยแบ่งนักวิจัยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ อาจารย์รุ่นใหม่ อาจารย์รุ่นกลาง และอาจารย์ระดับสูง มีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัยให้เหมาะสมกับศักยภาพและบทบาทของแต่ละกลุ่ม เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถยื่นขอรับทุนตามกรอบงบประมาณที่กำหนด และส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนที่ได้รับ และการนำไปปรับใช้
การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า ความสำเร็จของการบริหารงานวิจัย ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบสนับสนุน” ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสม เชื่อมโยงอัตลักษณ์พื้นที่ ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง
บทเรียนสำคัญเหล่านี้ จะถูกนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริหารงานวิจัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับบริบทของสถาบันต่อไป
การได้มาเรียนรู้ในครั้งนี้ ไม่เพียงได้รับความรู้ แต่ยังได้รับแรงบันดาลใจในการพัฒนางานวิจัยให้ “มีชีวิต” และสร้างคุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริง




ที่มา: ภาพจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง Facebook MFU Today
เขียนและเรียบเรียงโดย เบญจวรรณ ฉิมประดิษฐ