6 พฤษภาคม 2569
ผู้เขียน รศ.ดร. คมกริช เอี้ยวสกุล อาจารย์ประจำสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

โรคอัลไซเมอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสูงอายุที่ขี้หลงขี้ลืม แต่เป็นภาวะที่สมองเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง ลองจินตนาการถึงบ้านที่คุณรัก ที่เคยสว่างไสวไปด้วยความทรงจำดีๆ แต่แล้วไฟก็เริ่มดับลงทีละดวงๆ ช้าๆ แต่แน่นอน จนในที่สุดก็มืดมิดลง นั่นคือสิ่งที่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์และครอบครัวต้องเผชิญในทุกๆ วัน โรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม (Dementia) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่ส่งผลกระทบต่อความจำ การคิด และพฤติกรรมอย่างรุนแรง ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการหลงลืมเล็กน้อย เช่น ลืมชื่อคน ลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เมื่อโรคดำเนินไป อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน การสื่อสาร และการดูแลตัวเอง ปัจจุบันมีผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทั่วโลกหลายสิบล้านคน และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การค้นหาวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นความท้าทายระดับโลกที่สำคัญยิ่ง
เบื้องหลังความทรงจำที่เลือนหายไปนั้น มีตัวการสำคัญซ่อนอยู่ นั่นคือ เอนไซม์ BACE-1 เอนไซม์ตัวนี้เปรียบเสมือน ‘กรรไกร’ ที่คอยตัดโปรตีนชนิดหนึ่งในสมอง เมื่อถูกตัด โปรตีนเหล่านี้จะกลายเป็น ‘ขยะพิษ’ ที่เรียกว่า Amyloid-beta ซึ่งจะสะสมรวมตัวกันเป็นก้อนเหนียวๆ ไปทำลายเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองผิดปกติ และนำไปสู่อาการของโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด
ยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบันส่วนใหญ่ มักจะเน้นไปที่การบรรเทาอาการ หรือชะลอการดำเนินของโรคเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีวิธีรักษาที่สามารถหยุดยั้งหรือย้อนกลับกระบวนการทำลายสมองได้อย่างแท้จริง ยาหลักๆ ที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา ของประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) ในช่วงปี 2025-2026 ได้แก่
- 1. ยาที่ช่วยเพิ่มสารสื่อประสาท (Cholinesterase Inhibitors): เช่น Donepezil, Rivastigmine, Galantamine ยาเหล่านี้ช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาท Acetylcholine ในสมอง ซึ่งช่วยในการทำงานของความจำและการคิด แต่ไม่ได้หยุดยั้งการดำเนินของโรค
- 2. ยาที่ควบคุมกลูตาเมต (Memantine): ช่วยลดความเสียหายของเซลล์สมองที่เกิดจากกลูตาเมตส่วนเกิน
- 3. ยาที่มุ่งเป้าไปที่ Amyloid-beta: เป็นกลุ่มยาใหม่ที่พยายามเข้าถึงต้นตอของโรคโดยตรง เช่น Aducanumab, Lecanemab (Leqembi) และ Donanemab (Kisunla) ยาเหล่านี้เป็นแอนติบอดีที่ช่วยกำจัด Amyloid-beta ที่สะสมอยู่ในสมอง แม้จะแสดงผลในการชะลอการเสื่อมของสมองได้บ้าง แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง และการเข้าถึงยาที่ยังคงเป็นความท้าทาย
จะเห็นได้ว่า แม้จะมีความก้าวหน้าในการรักษา แต่การค้นหาแนวทางใหม่ๆ ที่เข้าถึงต้นตอของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าเดิม ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
แต่แล้วความหวังก็เริ่มฉายแสงขึ้น ทีมงานจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ได้นำเทคนิค In Silico มาใช้ในการวิจัย เทคนิคนี้คือการที่เอนไซม์ BACE-1 เป็นเหมือน ‘แม่กุญแจ’ ที่เราต้องการจะล็อคไม่ให้มันทำงานสร้างขยะพิษ เทคนิค In Silico ก็คือการใช้ คอมพิวเตอร์จำลองภาพ 3 มิติ ของโมเลกุลต่างๆ นับล้านๆ โมเลกุล เพื่อค้นหา ‘ลูกกุญแจยา’ ที่สามารถเข้าไปจับกับเอนไซม์ BACE-1 ได้อย่างพอดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการทดลองในสัตว์แบบเดิมๆ ที่ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง นี่คือการปฏิวัติวงการวิจัยยา ที่ช่วยให้เราสามารถคัดกรองสารออกฤทธิ์ที่มีศักยภาพได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ทีมวิจัยได้ค้นพบสารสำคัญที่ชื่อว่าMarmeline และมีรหัสทางเคมีที่น่าทึ่งคือ (4R,5R)-2-[1-(2-ethylcyclohexyl)ethyl]-4-hydroxy-5-(4-hydroxybutyl)cyclohexanolate
ผลการวิจัยพบว่า Marmeline มีคุณสมบัติโดดเด่นหลายประการ:
- 1. ล็อคเป้าหมายได้ดีเยี่ยม: สามารถจับกับเอนไซม์ BACE-1 ได้อย่างจำเพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูง
- 2. มีความเสถียร:โครงสร้างโมเลกุลมีความคงทน ไม่สลายตัวง่าย ทำให้สามารถออกฤทธิ์ได้ยาวนาน
- 3. เจาะทะลุเกราะกั้นสมองได้ดีเยี่ยม: นี่คือคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะสมองของเรามี Blood-Brain Barrier (BBB) หรือ ‘เกราะกั้นสมอง’ ที่คอยปกป้องสมองจากสารอันตรายต่างๆ ทำให้ยาหลายชนิดไม่สามารถผ่านเข้าไปออกฤทธิ์ในสมองได้ แต่ Marmeline นั้นสามารถทำได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีเยี่ยมว่าสารนี้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาที่เข้าถึงสมองได้อย่างแท้จริง
การค้นพบนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติในปี 2025 ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือและคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ของงานวิจัยชิ้นนี้ โดยการประยุกต์ใช้เทคนิค In Silico ร่วมกับการค้นพบสาร Marmeline และถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงในเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจดอกสำคัญในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศไทย ในเชิงกลยุทธ์ เทคนิคนี้ช่วยทลายข้อจำกัดด้านทรัพยากรด้วยการลดขั้นตอนการทดลองที่ซับซ้อนทั้งในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลอง ส่งผลให้กระบวนการพัฒนายามีความรวดเร็วและประหยัดงบประมาณได้อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับความแม่นยำในการคัดกรองสารที่มีสรรพคุณทางยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดความล้มเหลวในชั้นการทดลองทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จนี้คือเครื่องพิสูจน์ถึงอัจฉริยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมระดับโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันให้เกิดการผลิตยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีมาตรฐานสูงขึ้นภายในประเทศ ช่วยลดการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางเวชภัณฑ์อย่างยั่งยืนในอนาคตงานวิจัยชิ้นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความหวังใหม่ในการต่อสู้กับโรคอัลไซเมอร์ หากผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือนักวิจัยท่านใดสนใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาต่อยอดสารสกัด Marmeline หรือต้องการตรวจสอบสารสกัดอื่นๆ เพื่อค้นหา ‘กุญแจยา’ ใหม่ๆ สามารถติดต่อได้ที่ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (WUSTP) พร้อมให้คำปรึกษาและบริการในการทดสอบสารสกัดต่างๆ เพื่อประเมินศักยภาพในการเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงการสนับสนุนด้านงานวิจัยและพัฒนา เพื่อให้งานวิจัยของคุณก้าวไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การอ้างอิง
- 1. Ongtanasup, T., & Eawsakul, K. (2025). Developing Novel Beta‐Secretase Inhibitors in a Computer Model as a Possible Treatment for Alzheimer’s Disease. Advances in Pharmacological and Pharmaceutical Sciences, 2025(1), 5528793.
- 2. Ongtanasup, T., Jampa, O., Suwannakul, N., & Eawsakul, K. (2025). In Silico Pharmacological and Pharmacokinetic study of marmeline from Bael fruit for the treatment of alzheimer’s disease. Advances in Pharmacological and Pharmaceutical Sciences, 2025(1), 6634761.