Web 3.0 คืออะไร?

ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น เทคโนโลยี Blockchain, Smart Contract และอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้นำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการเงินแบบเดิม ทำให้เกิดเป็น Decentralized Finance (DeFi) เป็นบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำไปประยุกต์ใช้กับงานศิลปะ หรือ ของสะสมต่าง ๆ เกิดเป็น Non-Fungible Token (NFT) ที่ได้มอบสิทธิความเป็นเจ้าของ (Ownership) ให้แก่ผู้ถือครองอย่างแท้จริง แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาสร้างให้เกิดเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินเทอร์เน็ตถูกพัฒนาไปเช่นกัน จนตอนนี้โลกของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่รุ่นที่ 3 ที่เรียกว่า Web 3.0

บทความนี้จะนำทุกท่านมาทำความเข้าใจวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต จาก Web 1.0 จนถึงรู้จักกับอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ Web 3.0

ก่อนจะมาเป็น Web 3.0

Web 1.0 เป็นอินเทอร์เน็ตในยุคแรก ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมในช่วง (ปี 1989-2005) โดยถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแชร์ข้อมูลงานวิจัยกันในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นการสร้าง World Wide Web ในปี ค.ศ.1993 โดย ทิม เบอร์เนอส์ ลี ซึ่งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือ Web มีความสามารถในการตอบสนองทางเดียว หรือที่เรียกกันว่า Static Web ไม่มีการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล (Database) ไม่สามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ได้ในขณะนั้น การท่องเว็บในยุคแรกนั้น จึงเป็นเหมือนการอ่านหนังสือ ที่สามารถเข้าไปอ่านได้เท่านั้น ต่อมาคนหลายล้านคนได้ใช้เครือข่ายนี้เพื่อค้นหาข้อมูลและความบันเทิง จนมีผู้ให้บริการได้กำไรจากการโฆษณาเมื่อมีคนมาเข้าชมเว็บไซต์

จุดเด่นของอินเทอร์เน็ตยุค Web 1.0 จะเน้นสื่อสารกันในระดับองค์กร และผู้ใช้งานเป็นเพียงคนเสพคอนเทนต์ หรือทำได้ทางเดียวคือรับสาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการอ่านจากหน้าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ เช่น Yahoo และ Google การผลิตคอนเทนต์ให้อ่านจึงเป็นส่วนของผู้ให้บริการ และรายได้ที่มาจากโฆษณาก็ตกเป็นของผู้ให้บริการทั้งหมด

Web 2.0 หรือ Social Web นับเป็นยุคที่เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งธุรกิจที่เรียกว่า Startup เกิดขึ้นมา ทั้ง Facebook, Youtube, Wikipedia และอีกมากมาย ด้วยการพัฒนาไปของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถโต้ตอบ มีปฏิสัมพันธ์กันได้บนเว็บ มีการเชื่อมต่อกับ Database ทำให้สามารถเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้บนเว็บได้

อินเทอร์เน็ตในยุคนี้ทำให้เกิดขึ้นเป็นสังคมอีกหนึ่งแห่งบนโลกออนไลน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Social media คอมมูนิตี้ที่คนสามารถโต้ตอบ แสดงความคิดเห็น สร้างคอนเทนต์ และสามารถแชร์ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม หรือข้ามแอปพลิเคชันกันได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการยังคงมีอำนาจควบคุมคอนเทนต์ที่เหนือกว่า แม้จะไม่ได้เป็นคนผลิตก็ตาม

Web 3.0 มีการคาดการณ์ไว้ว่า จะเป็น The Next Era of the Internet ที่จะมีความอัจฉริยะมากขึ้น สามารถทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถทำงานได้แบบอัตโนมัติ และยุคนี้เองที่จะทำให้เทคโนโลยีอย่าง Machine Learning (ML), Big Data, AI, Blockchain และเทคโนโลยีอัจฉริยะอื่น ๆ สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และวิวัฒนาการไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดย ทิม เบอร์เนอส์ ลี ผู้คิดค้น World Wide Web ได้กล่าวไว้ว่า Web 3.0 จะเป็น Semantic Web หรือเว็บที่สามารถถ่ายโอนข้อมูลระหว่างระบบ คน และอุปกรณ์ IoT ได้แบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น การสร้างคอนเทนต์ และการตัดสินใจ จะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างคน และเครื่องจักร ซึ่งจะทำให้การสร้างคอนเทนต์บนโลกอินเทอร์เน็ตมีความพิเศษมากขึ้น โดยจะสามารถสร้างสิ่งที่ตรงตามความต้องการของแต่ละผู้ใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ตได้เลย

คำอธิบายของ Web 3.0 ยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า จะเป็นแหล่งกักเก็บ Data แบบ Decentralized หรือแบบกระจายออกจากศูนย์กลาง ซึ่งแตกต่างจาก Web 2.0 ที่ Data ส่วนใหญ่จะถูกจัดเก็บไว้แบบ Centralized หรือที่ศูนย์กลางมากกว่า

สรุปได้ว่า เรากำลังก้าวออกจากยุคของ Web 2.0 เทคโนโลยีต่าง ๆ เริ่มพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด มีการเกิดขึ้นของคำศัพท์ใหม่ ๆ มากมาย ที่บ่งบอกได้ว่า ยุคอินเทอร์เน็ตแบบ Web 3.0 คงจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมที่มนุษย์จะพัฒนาไปได้ โดยเฉพาะการมาของ Metaverse ที่หลังจากนี้ Web 3.0 จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้น เหมือน Social Media ที่เกิดขึ้นในช่วง Web 2.0 ไม่กีปีที่ผ่านมานั่นเอง

Facebook Comments Box