Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

การใช้สมุนไพรในทางที่ผิด

“อะไรนะ! มีการใช้สมุนไพรในทางที่ผิดด้วยหรือ”

มีครับ! และมีเยอะด้วยในปัจจุบัน ทั้งที่รู้ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือแม้กระทั่งตั้งใจก็มีครับ

ปัจจุบัน การส่งเสริมการใช้สมุนไพร เป็นนโยบายหนึ่งของประเทศ ในการพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพ โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่า และยั่งยืน จะเห็นได้จากโครงการต่าง ๆ ที่มีการดำเนินการ รวมทั้งการแปรรูปพืชสมุนไพรต่าง ๆ และส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพรร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เมื่อเรามีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พืชสมุนไพร พบว่ามีการใช้รักษาได้ผล มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในขณะเดียวกัน ก็พบการแพ้สมุนไพร อาการไม่พึงประสงค์ และพบอันตรายที่เกิดจากการใช้พืชสมุนไพรเช่นกัน จะเห็นได้ว่าพืชสมุนไพรมีประโยชน์ และมีโทษเช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้จะต้องถูกต้น ถูกส่วน ถูกขนาด ถูกคน ถูกโรค เป็นต้น

ภาพที่ 1: แสดงผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพร
ที่มา https://ittm.dtam.moph.go.th/index.php/3/715-2567

การใช้สมุนไพรในทางที่ผิด อาจจะสืบเนื่องจากการใช้ยาในทางที่ผิด หรืออาจจะเป็นพวกสารเคมีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในทางที่ผิด ยกตัวอย่างเช่น การใช้ Metformin ที่เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด มาใช้ในการลดน้ำหนัก การใช้ Levo-thyroxine ในการการเพิ่มการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เพื่อวัตถุประสงค์ในการลดความอ้วน หรือแม้กระทั่งการใช้ Fenfluramine เพื่อการลดความอยากอาหาร เพื่อลดความอ้วน เป็นต้น เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการใช้ยาในทางที่ผิด หรือที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Drug abuse นั่นเอง

ในประเด็นของการใช้พืชสมุนไพรในทางที่ผิด จะมุ่งเน้นไปยังสมุนไพรที่จัดเป็นพืชเสพติด และพืชที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หลาย ๆ ท่านน่าจะนึกถึงกัญชา และกระท่อม ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่เป็นประเด็นร้อนในปัจจุบัน เนื่องจากมีการแก้ไขกฎหมาย ให้พืชเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคบางชนิดได้ โดยผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ และมีการนำไปใช้เพื่อความบันเทิง และผ่อนคลายในบางประเด็น ซึ่งหลังจากที่มีการแก้ไขกฎหมายสักระยะหนึ่ง ก็พบอันตรายจากการใช้พืชสมุนไพรดังกล่าวมากขึ้น เช่น พบผู้ป่วยที่รับประทานกระท่อมเกินขนาด เกิดอาการชัก และต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เป็นต้น ในหลาย ๆ เหตุผล ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีการทบทวนการจัดประเภทพืชสมุนไพรเหล่านี้อีกครั้ง ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไป

ภาพที่ 2: ชายคนหนึ่งใน จ.นราธิวาส กำลังผสม “สี่คูณร้อย” ซึ่งมีน้ำใบกระท่อมเป็นหนึ่งในสี่ส่วนผสมหลัก ซึ่งยังถือว่าผิดกฎหมายอยู่

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/thailand-58790509

อย่างไรก็ตาม เราก็ยังมีพืชที่จัดเป็นพืชเสพติด ที่จำกัดไว้สำหรับเตรียมเป็นยาเท่านั้น และมีการควบคุมอย่างเคร่งครัด เช่น ฝิ่น ถึงแม้จะมีการปราบปรามการปลูกฝิ่น เนื่องจากนำไปเตรียมเป็นยาเสพติด และผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายมากมาย แต่ฝิ่นเอง ก็ยังเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตยาแก้ปวดชนิดรุนแรง นั่นคือมอร์ฟีนนั่นเอง รวมทั้งอนุภัณฑ์ของมอร์ฟีน ยังมีใช้เป็นยา ยกตัวอย่างเช่นโคเดอีน ที่เป็นยากดอาการไอ เป็นต้น แน่นอน เหล่านี้จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัด สำหรับกัญชา รวมทั้งกัญชง เป็นพืชที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ให้เส้นใยที่มีคุณภาพ และมีการสำคัญในกลุ่มแคนนาบีนอยด์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีฤทธิ์ต่อจิตและประสาทที่สำคัญ นั่นคือเตตตระไฮโดรแคนนาบินอล ซึ่งจัดเป็นสารเสพติด แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่ามีการสำคัญอื่น ๆ ที่ใช้ประโยชน์ทางยาได้ เช่น ใช้เป็นยากันชัก ต้านอนุมูลอิสระ ต้านอักเสบ เป็นต้น หากทบทวนให้ดี บางครั้งโทษของการใช้สมุนไพรในทางที่ผิด อาจจะมาจากกระบวนการ หรือวิธีการเสพพืชเสพติดดังกล่าว อาทิเช่น การสูบกัญชา อย่าลืมว่าสารเผาไหม้ที่เข้าไปในปอด อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับระบบทางเดินหายใจแก่ผู้เสพ รวมทั้งผู้ที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย ในทำนองเดียวกันการสูบบุหรี่ ซึ่งบุหรี่เอง เตรียมมาจากใบยาสูบ ซึ่งอาจจะไม่ได้จัดเป็นพืชเสพติด แต่ก็เป็นพืชที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของร่างกาย หรือที่เราเรียกว่า Stimulating plant เราทุกคนทราบดีว่าในใบยาสูบ หรือในบุหรี่ก็ดี มีสารนิโคติน แต่อาจจะมีจำนวนคนไม่มาก ที่คิดถึงน้ำมันดิน และสารก่อมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่จะเข้าไปในปอดของผู้สูบ และคนข้างเคียง สำหรับพืชที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท และไม่เสพติดอื่น ๆ อาทิ เช่น ใบพลูที่เรานำมากินเป็นหมากพลู เมล็ดของหมาก กาแฟ และชา เป็นต้น

ภาพที่ 3: แสดงโคเคนที่สกัดมาจากใบโคค่า และผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์เมื่อได้เสพสารชนิดนี้เข้าไปในร่างกาย

กลับมาที่กระท่อม หากย้อนกลับไปสู่วิธีการใช้กระท่อมในการดูแลสุขภาพ พบว่ากระท่อมช่วยในการบรรเทาอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี ในส่วนของใบนำมาเคี้ยว ดูดน้ำ และคายกากทิ้ง จะทำให้ทำงานทน สามารถทนแดด ทนร้อน แต่ไม่ทนฝน ซึ่งชาวบ้านมีการใช้มาช้านาน รวมทั้งการนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยบางโรค เช่น เบาหวาน เป็นต้น แต่ในระยะหลังมีการนำมาเตรียมเป็นยาน้ำ ซึ่งอาจจะมีการผสมสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นอื่น ๆ และอาจจะเป็นพิษด้วยซ้ำ เช่น ยาแก้ไอ ตะปู หลอดนีออน ยากันยุง หรือแม้กระทั่งปรอทที่อยู่ในปรอทวัดไข้ ซึ่งการเตรียมในแต่ละครั้งจะใช้ใบกระท่อมจำนวนมากมาต้มรวมกัน ซึ่งแน่นอนขนาดที่ได้รับจะมากกว่าขนาดที่ใช้เดิมหลายเท่า โอกาสที่จะเกิดพิษจากกระท่อมเดี่ยว ๆ ก็มีมากแล้ว ยังจะมีสารพิษอื่น ๆ อีก ก็ยิ่งอันตรายมาก ๆ

ภาพที่ 4: การต้มใบกระท่อมเพื่อนำมาเสพ

ดังนั้นในการเลือกใช้สมุนไพร ก็ต้องระมัดระวัง ในขณะเดียวกันก็ต้องรักชีวิตตัวเองไว้ด้วย เพราะสมุนไพรเอง หากใช้ไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดอันตรายแต่สุขภาพ และอาจจะถึงขั้นชีวิตเลยทีเดียว

เอกสารอ้างอิง

  1. นิวัติ แก้วประดับ “ใบกระท่อม สรรพคุณทางยา ประโยชน์และโทษ” สืบค้นจาก https://www.oncb.go.th/ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567
  2. Wungsintaweekul, B. “Herbal drugs abuse in Thailand” 2nd IMG-TG Regional Convention on “Drug, Substance and Alcohol Abuse” among Tertiary Institutions 2014 (Oral presentation)
Facebook Comments Box