เขียนและเรียบเรียง โดย : อาจารย์ ดร.ชุติมา จั่นสกุล สำนักวิชาสหเวชศาสตร์
ปัจจุบันกาแฟได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คน โดยเฉพาะคนในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยกาแฟแก้วโปรดหรือการพบเห็นร้านกาแฟน่ารัก ๆ ที่มีอยู่มากมาย กาแฟได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากจำนวนร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
การดื่มกาแฟในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแคปซูล กาแฟเอสเพรสโซ หรือการชงกาแฟเองที่บ้าน ซึ่งแต่ละคนมีเหตุผลต่าง ๆ ในการเลือกดื่มกาแฟ บางคนอาจจะเลือกเพราะรสชาติหรือกลิ่นที่ถูกใจ ในขณะที่บางคนอาจดื่มเพื่อรับสารคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง

คาเฟอีน: สารสำคัญในกาแฟ
คาเฟอีนเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยลดความง่วง ความเหนื่อยล้า และเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ทำให้กลไกการคิดรวดเร็วและมีสมาธิมากขึ้น ปัจจุบันคาเฟอีนมีอยู่ในหลายรูปแบบ ทั้งในเครื่องดื่มและในรูปแบบเม็ด โดยเมล็ดกาแฟเป็นแหล่งที่มีคาเฟอีนสูงที่สุด นอกจากนี้ คาเฟอีนยังสามารถพบได้ในชาและเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีสีดำแต่มีปริมาณน้อยกว่า

การออกฤทธิ์ของคาเฟอีนในร่างกาย
เมื่อเราดื่มกาแฟ คาเฟอีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระเพาะอาหารและเข้าสู่กระแสเลือด คาเฟอีนจะกระตุ้นการเต้นของหัวใจ เพิ่มความดันโลหิต และทำให้สมองตื่นตัวมากขึ้น โดยการต้านการทำงานของสารอะดีโนซีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เรารู้สึกง่วง
นอกจากนี้ คาเฟอีนยังมีผลในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกายเพียงเล็กน้อย 3-4% หรือ 80 กิโลแคลลอรี แต่ไม่เพียงพอที่จะใช้ในการลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในความเป็นจริง ร่างกายมักจะปรับตัวต่อการบริโภคคาเฟอีนในช่วง 7 วันแรก ทำให้ผลกระทบด้านการเพิ่มอัตราการเผาผลาญลดลงไป
การขับคาเฟอีนออกจากร่างกาย
หลังจากที่คาเฟอีนถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจะเริ่มต้นกระบวนการเผาผลาญและขับคาเฟอีนออกจากระบบ โดยตับจะทำหน้าที่หลักในการสลายคาเฟอีนให้กลายเป็นสารประกอบที่เล็กลง และถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางไตในรูปของปัสสาวะ โดยทั่วไป ร่างกายของเราจะสามารถขับคาเฟอีนออกหมดได้ภายใน 6-12 ชั่วโมงหลังจากดื่มกาแฟ
หลายคนอาจสังเกตว่า หลังจากดื่มกาแฟไม่นาน จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น นั่นเป็นเพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขับน้ำออกมากขึ้นกว่าปกติ ผลที่ตามมาคือ คุณอาจรู้สึกกระหายน้ำและต้องการดื่มน้ำเพิ่มขึ้นหลังจากดื่มกาแฟ
ข้อควรระวังในการบริโภคกาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
ถึงแม้ว่ากาแฟจะมีประโยชน์มากมาย แต่การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ในบางคน คาเฟอีนอาจทำให้เกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ และในกรณีของผู้ที่มีปัญหาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟเนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลง
กาแฟลดน้ำหนัก: ความจริงหรือการโฆษณา?
ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กาแฟลดน้ำหนักในท้องตลาดจำนวนมาก ซึ่งมักจะมีการโฆษณาว่าสามารถช่วยในการลดน้ำหนักได้ อย่างไรก็ตาม หลายผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีส่วนผสมที่ยังไม่มีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายซึ่งมีการเติมสารไซบูทรามีนซึ่งเป็นสารที่ใช่เป็นยาลดน้ำหนักในอดีต มีโครงสร้างใกล้เคียงกับแอมเฟตามีนหรือยาบ้า จัดเป็นสารที่อันตรายและสามารถทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะที่วิกฤติจนเสียชีวิตได้

ประโยชน์ของกาแฟ
อย่างไรก็ตาม กาแฟยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ลดความเสี่ยงของโรคพาร์กินสัน ลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับ และช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ นอกจากนี้ การดื่มกาแฟดำ 3-5 แก้วต่อวันยังสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจในคนที่มีสุขภาพดีได้อีกด้วย
เราควรดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว?
ปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมต่อวันอยู่ที่ไม่เกิน 400 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับกาแฟดำ 3-4 แก้ว แต่สำหรับคนที่มีความไวต่อคาเฟอีนมากกว่าปกติ ควรจำกัดปริมาณการดื่มให้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน และควรหลีกเลี่ยงการดื่มหลังบ่ายสามโมงเพื่อลดผลกระทบต่อการนอนหลับ
การถอนกาแฟ: เมื่อร่างกายต้องปรับตัวจากการปล่อยวาง
สำหรับหลาย ๆ คน กาแฟอาจเป็นเพื่อนคู่ใจที่ขาดไม่ได้ในทุกเช้า การดื่มกาแฟเป็นประจำทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องหยุดดื่มกาแฟ ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลด้านสุขภาพหรือต้องการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ การถอนกาแฟอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจที่เราคาดไม่ถึงได้

อาการปวดหัว: สัญญาณแรกของการถอนกาแฟ
เมื่อร่างกายเคยชินกับคาเฟอีนที่ได้รับจากกาแฟ การหยุดดื่มกาแฟกะทันหันอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวที่รุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สมองของเราได้ปรับตัวเพื่อต้านการทำงานของสารอะดีโนซีนมาตลอด เมื่อไม่มีคาเฟอีน สมองจะกลับมารับผลกระทบของอะดีโนซีนอีกครั้ง ทำให้หลอดเลือดในสมองขยายตัว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวคล้ายไมเกรนที่ไม่พึงประสงค์
อาการเหนื่อยล้า: เมื่อร่างกายร้องขอคาเฟอีน
นอกจากอาการปวดหัวแล้ว การถอนกาแฟยังทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีสมาธิ และรู้สึกอ่อนแอลง นั่นเพราะร่างกายของเรายังไม่พร้อมที่จะเผชิญกับความเป็นจริงโดยไม่มีคาเฟอีน คาเฟอีนที่เคยช่วยให้เราตื่นตัว กลับกลายเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการอย่างยิ่งยวด เมื่อไม่มีมัน เราจะรู้สึกเหมือนสูญเสียพลังงานไปอย่างน่าตกใจ
การจัดการกับการถอนกาแฟ: ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อความสำเร็จ
การลดการดื่มกาแฟไม่ควรทำอย่างกะทันหัน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการถอนที่รุนแรง ควรลดปริมาณการดื่มกาแฟลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เช่น ลดจากสามแก้วต่อวันเหลือสองแก้ว และค่อย ๆ ลดลงเหลือหนึ่งแก้วต่อวัน การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวและลดอาการถอนกาแฟที่อาจเกิดขึ้นได้
ในที่สุด หากเพื่อนร่วมงานขอเวลาพักดื่มกาแฟ อย่าลืมให้เวลาพวกเขา เพราะกาแฟอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขามีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
ขอให้ทุกวันเป็นวันที่ดี พร้อมด้วยกาแฟแก้วโปรดของคุณ!