บทความโดย กัมปนาท ก๊งหวั่น สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ นักศึกษาสหกิจศึกษา ฝ่ายทำนุบำรงศิลปและวัฒนธรรม ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมและการกีฬา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
หนังเรื่องเดียวกัน…แต่ความรู้สึกไม่เคยเหมือนเดิม คุณเคยสังเกตไหมว่า…..ความรู้สึกของเราตอน “ดูหนัง” หรือ “ชมละคร” มักเปลี่ยนไปตามสถานที่ที่เรานั่งดู
หากลองนึกภาพตามเมื่อเรานั่งดูละครกับครอบครัวหน้าจอโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่น บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่น เสียงหัวเราะเบา ๆ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฉาก ทำให้การชมไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแท้จริง แต่เมื่อเปลี่ยนมานั่งดูหนังผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ภายในห้องของตัวเอง ความรู้สึกกลับต่างออกไป หนังเรื่องเดิมให้ความรู้สึกลึกซึ้งมากขึ้น เป็นส่วนตัวมากขึ้น และเราก็มีสมาธิกับเนื้อเรื่องได้อย่างเต็มที่ ทว่าก็มีความรู้สึกเงียบเหงาอยู่บ้าง เพราะไม่มีใครนั่งดูอยู่เคียงข้าง ถัดมาคือประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์จอยักษ์ เสียงกระหึ่มรอบทิศ เก้าอี้นุ่มสบาย และผู้ชมคนอื่นที่นั่งเรียงรายอยู่รอบตัว ทุกอย่างพาเรา “หลุดเข้าไปในโลกของหนัง” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความรู้สึกที่ได้จึงตื่นเต้น ยิ่งใหญ่ และเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมที่หาไม่ได้จากการดูอยู่ที่บ้าน
หากย้อนกลับไปในยุคก่อน ผู้คนเคยชมภาพยนตร์ผ่านจอหนังกลางแปลงตามงานวัด ภาพที่ฉายบนผืนผ้าสีขาว เสียงลำโพงดังสนั่นทั่วลานวัด คนในชุมชนมานั่งรวมกัน บ้างกินข้าว บ้างพูดคุยกันระหว่างชมภาพยนตร์ บรรยากาศเช่นนั้นไม่ได้มีแค่หนังเท่านั้นที่ฉายอยู่ แต่ยังเป็น “ชีวิตของผู้คน” ที่ดำเนินไปพร้อมกัน หนังเรื่องเดียวกัน แต่เมื่อบริบทเปลี่ยน สถานที่เปลี่ยน ผู้คนรอบข้างเปลี่ยน ความรู้สึกของเราก็เปลี่ยนตามไปด้วยเสมอ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีในการฉายภาพ” แต่คือ “ประสบการณ์” และ “ความรู้สึก” ที่ผู้ชมได้รับ ซึ่งทำให้การดูหนังกลายเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือความทรงจำที่มีชีวิต
จาก "หนังสิบหก" ถึง "หนังสามสิบห้า" เรื่องเล่าจากยุคทองของหนังกลางแปลง
ย้อนกลับไปในวันวานหากเอ่ยถึง “หนังกลางแปลง” ภาพที่หลายคนคุ้นเคยอาจเป็นลานวัดกว้าง ๆ เสื่อผืนเล็ก ๆ ปูเรียงราย และจอผ้าขาวที่สะท้อนเงาของเรื่องราวแห่งความบันเทิงลงไปในหัวใจผู้ชมอย่างไม่รู้ลืม แต่เบื้องหลังภาพเหล่านั้น มีเครื่องฉายหนังที่เสมือนเป็นพระเอกตัวจริงของยุคสมัยหนึ่งในนั้นคือ “เครื่องฉายแบบกระเป๋าหิ้ว” หรือที่ชาววงการเรียกกันติดปากว่า “หนังสิบหก” คำว่า “หนังสิบหก” มีที่มาจากขนาดของฟิล์มที่ใช้ ซึ่งมีความกว้างเพียง 16 มิลลิเมตร ด้วยขนาดที่เล็ก กะทัดรัด พกพาง่าย เครื่องฉายชนิดนี้จึงกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคแรกเริ่ม โดยเฉพาะในการใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ข่าวสารตามหมู่บ้านต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ฟิล์มขนาด 16 มิลลิเมตรในช่วงแรกยังไม่มีเสียงในตัว เมื่อถึงเวลาฉายหนัง จึงต้องอาศัย “คนพากย์หนัง” มาช่วยเติมชีวิตให้กับภาพที่ปรากฏบนจอ เสียงพากย์สดที่ดังออกมาจากข้างจอ ไม่เพียงทำให้หนังเข้าใจง่ายขึ้น แต่ยังเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผู้ชมในยุคนั้นจดจำได้ไม่รู้ลืม เมื่อเทคโนโลยีเดินหน้าเข้าสู่ยุคของ “เทปคาสเซ็ท” เสียงพากย์สดก็เริ่มเลือนหายไป ผู้ฉายหนังสามารถอัดเสียงพากย์ล่วงหน้าแล้วเปิดผ่านเครื่องเล่นแทนการพากย์สด นักพากย์จึงเริ่มถูกลดบทบาทลง เหลือเพียงนักพากย์ชื่อดังไม่กี่คนที่เสียงของพวกเขายังโลดแล่นผ่านเทปบันทึกเสียงในงานฉายหนัง
ไม่นานนัก วงการภาพยนตร์กลางแปลงก็เข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้ง เมื่อ “เครื่องอาก” หรือ “หนังสามสิบห้า” ได้ถือกำเนิดขึ้น ชื่อ “หนังสามสิบห้า” มาจากขนาดของฟิล์มที่ใหญ่ขึ้นเป็น 35 มิลลิเมตร ซึ่งให้คุณภาพของภาพที่ชัดเจน และมีเสียงในฟิล์มอย่างสมบูรณ์แบบ เครื่องฉายมีขนาดใหญ่ ใช้งานซับซ้อนกว่าเดิม และต้องใช้อุปกรณ์เสริมจำนวนมาก แต่แลกมาด้วย “ความอลังการ” ที่ดึงดูดใจผู้ชมอย่างไม่มีข้อกังขา ด้วยขนาดของฟิล์มที่ใหญ่ขึ้น จอฉายภาพก็ขยายตาม ทำให้การชมหนังกลางแปลงกลายเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น และนี่เอง คือจุดเริ่มต้นของ “ยุคทองแห่งหนังกลางแปลง” ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนจวบจนทุกวันนี้
เสียงฟิล์มในสายลม: หนังกลางแปลง ความทรงจำที่ยังหายใจ
ยามค่ำคืน…ลมโชยเอื่อยพัดกลิ่นหญ้าแห้งจากทุ่งนามาแตะจมูก พระจันทร์ลอยเด่นเหนือลานวัด เงาของจอผ้าสีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม เฝ้ารอแสงจากเครื่องฉายที่เริ่มหมุนช้า ๆ เสียงฟิล์มแกร็ก ๆ ดังเบา ๆ คล้ายเสียงลมหายใจของความทรงจำ
“หนังกลางแปลงมาแล้ว…” เสียงใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น ขณะที่ผู้คนเริ่มทยอยมาปูเสื่อ นั่งยอง ๆ บนพื้นดิน บ้างมากับลูกหลาน บ้างถือถุงข้าวโพดคั่วหอม ๆ จากร้านรถเข็นที่จอดอยู่ใกล้ ๆ เด็ก ๆ วิ่งเล่น หัวเราะกันเสียงใส ผู้เฒ่านั่งมองภาพเหล่านั้นเงียบ ๆ แววตาเต็มไปด้วยความคิดถึง…เมื่อเสียงดนตรีจบลง แสงแรกจากเครื่องฉายก็สาดลงบนจอผ้า ภาพยนตร์ไทยยุคเก่าค่อย ๆ ปรากฏขึ้น พร้อมเสียงพระเอกที่ลั่นลำโพงอย่างแข็ง ๆ บ้างขาด ๆ หาย ๆ เพราะแผ่นฟิล์มมันเก่าแล้ว แต่…ไม่มีใครบ่น ไม่มีใครรำคาญ ทุกคนจดจ่อ เงียบลง ราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่งเพื่อรอฟัง “เสียงฟิล์ม” ที่ปลิวมากับสายลม เพราะหนังกลางแปลง…ไม่ใช่แค่ “หนัง” แต่มันคือ “เหตุการณ์” คือค่ำคืนที่ชุมชนได้มานั่งใกล้กันโดยไม่ต้องนัดหมาย คือบทสนทนาของรุ่นปู่กับรุ่นหลาน คือรอยยิ้มของคนแปลกหน้า ที่หัวเราะพร้อมกันเพราะฉากเดียวกัน แม้ทุกวันนี้ หนังกลางแปลงจะเหลืออยู่ไม่มากนัก อาจพบได้เฉพาะในงานบุญประจำปี หรืองานพิเศษที่ใครบางคนอยากรำลึก แต่ทุกครั้งที่เครื่องฉายฟิล์มเริ่มหมุน เสียงแกร็ก ๆ นั้นก็ยังพัดพาอดีตกลับมาช้า ๆ นุ่มนวล เหมือนเสียงลมหวน “เสียงฟิล์มในสายลม” บางที…ก็คือเสียงของอดีตที่ไม่เคยเงียบหายไปจากหัวใจของใครหลายคน
แผ่นฟิล์มม้วนสุดท้าย: หนังกลางแปลงในห้วงเวลา
“จอหนัง” ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานวัดในอดีต ก็ไม่ต่างอะไรจากจอภาพยนตร์ในโรงหรูในปัจจุบันที่กลายเป็นจุดรวมสายตาของผู้ชม เก้าอี้เบาะนุ่มในโรงหนังอาจให้ความสบายทางกาย แต่คงไม่อบอุ่นเท่าเสื่อผืนเล็ก ๆ ที่เรานำมาปูท่ามกลางลมหนาวพร้อมดวงดาวพราวฟ้าอยู่เป็นเพื่อนบนท้องนภา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสัมผัสในวันนี้ ล้วนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของอดีตทั้งสิ้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป ทุกสิ่งย่อมแปรเปลี่ยนตาม จากวัยเยาว์สู่ความเป็นผู้ใหญ่ จากหน้าที่เล็ก ๆ สู่ความรับผิดชอบที่หนักขึ้น จากหนังกลางแปลงที่เคยเป็นหัวใจของค่ำคืน สู่ความเงียบงันใต้จันทร์เพ็ญ แต่ถึงอย่างไรเสียงแกร็ก ๆ ของเครื่องฉายฟิล์ม กลิ่นข้าวโพดคั่ว เสียงพากย์กระชากอารมณ์…ยังคงหายใจอยู่ในความทรงจำของเราเสมอเพราะ หนังกลางแปลงไม่เคยลบเลือนจากใจเรา “แม้แผ่นฟิล์มม้วนสุดท้ายจะใกล้จบลงแล้วก็ตาม”