Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

เมื่อโลกเปลี่ยน ครูมากกว่าผู้สอน คือผู้นำทาง

เมื่อโลกเปลี่ยน ครูมากกว่าผู้สอน คือผู้นำทาง

เมื่อโลกเปลี่ยน ครูมากกว่าผู้สอน คือผู้นำทาง

         ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงของโลกที่โหมกระหน่ำเข้ามา ในโลกยุคปัจจุบันหลายอาชีพถูกท้าทายด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ แต่ยังมีอีกอาชีพหนึ่งที่ยังยืนหยัดเป็นเสาหลักในการสร้างคนเพื่อมาพัฒนาโลก นั่นคืออาชีพ “ครู” การจะเป็นอาชีพครูไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมีคำว่า “ครู” เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วนั้น เป็นสิ่งที่ควรคิดตริตรองอยู่ตลอดเวลาว่า “ครูหรือครุ แปลว่า หนัก” เป็นอาชีพที่ต้องมีความหนักแน่นอยู่ตลอดเวลา ความหนักแน่นนี้ไม่ได้หมายถึงภาระงานที่หนักอึ้งและล้นมือ แต่คือความหนักแน่นในอุดมการณ์ หนักแน่นในจรรยาบรรณ และหนักแน่นในจิตวิญญาณต้องไม่ผ่อนปรนหรือยอมแพ้อะไรง่าย ๆ  หลาย ๆ คนบอกว่าอยากเป็นครู ตัวผมเองก็เช่นกัน การเป็นครูนั้นง่ายมากหากท่านจบจากคณะหรือสำนักวิชาศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์ ท่านก็สามารถประกอบสัมมาอาชีพครูได้  แต่ที่ยากกว่าการเป็นครูนั้น คือการเป็นครูที่ดี มีความสามารถรอบด้าน พร้อมที่จะเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามยู่ตลอดเวลา และที่ยากกว่าอื่นใดที่กล่าวมาข้างต้น คือการเป็นครูที่เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 นั่นเอง
                  ผมขออนุญาตแบ่งแรงบันดาลใจของผมออกเป็น 2 แรงบันดาลใจดังนี้นะครับ  สำหรับแรกบันดาลใจแรก คือแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมเข้ามาเรียนเป็นนักศึกษาครูเพื่อที่จะเตรียมตัวออกไปเป็นครูที่ดี แรงบันดาลใจนั้นคือ ส่วนตัวผมเองแล้ว ผมเป็นคนที่ชอบสอน ชอบให้ความรู้คนอื่น ใครมาถามในสิ่งที่เขาไม่รู้แต่ผมรู้ผมก็จะอธิบายอย่างตั้งใจและใจจดใจจ่อ ส่วนแรงบันดาลใจที่สอง “แรงบันดาลใจสู่การเป็นครูในศตวรรษที่ 21” ตามข้อหัวที่ท่านกำหนดมานั้น ต้องอธิบายอย่างนี้ว่า การเป็นครูในศตวรรษที่ 21 นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การสอนในไอแพดหรือแอปพลิเคชัน Zoom  แต่มันเป็นการเปลี่ยนผ่านจากครูผู้สอนไปเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และในห้องเรียนของท่าน ในยุคที่ความรู้อยู่แค่เพียงปลายนิ้วเพียงแค่ท่านสัมผัสหน้าจอสองถึงสามครั้ง ความรู้ต่าง ๆ จะออกมาโลดแล่นในสายตาของท่าน ในโลกที่ AI สามารถตอบได้ทั่วทุกคำถาม แต่คำถามที่โผล่ขึ้นมาในแรงบัลดาลใจของผมคือ “ครูในยุค AI หรือยุคศตวรรษที่ 21 บทบาทของความเป็นครู ยังจำเป็นอยู่ไหม”คำตอบคือ จำเป็นยิ่งกว่าเดิมอีก คำว่า “ครู” ในยุคศตวรรษที่ 21 หรือในโลกยุค AI  เราจะสอนนักเรียนของเราอย่างไรให้ทราบและถ้องแท้ว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นั้นมันมีทั้งคุณและโทษ ให้เขาระวังตัวในพิษภัยของโลกยุคดิจิทัล จะสอนอย่างไรให้เขามีความฉลาดทางเทคโนโลยีและรอบรู้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือภารกิจสำคัญของครูยุคใหม่ และนั่นคือแรงบันดาลใจสู่การเป็นครูในศตวรรษที่ 21 ของผม

เมื่อโลกเปลี่ยน ครูมากกว่าผู้สอน คือผู้นำทาง_02

          แต่อย่างว่าล่ะครับ “ครูเป็นผู้เปิดประตูสู่โลกกว้าง”  ครูไม่ใช่แค่ผู้ที่จะเปิดแต่ประตูห้องเรียน แต่ในศตวรรษที่ 21 ครูควรจะเปิดประตูแห่งโอกาส ความคิด และความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด  หากมองเข้าไปในสมรรถนะของครูในศตวรรษที่ 21 มีหลายอย่างที่ผมนำมาเป็นแรงบันดาลใจ จุดเริ่มต้นสำคัญคือการสร้างความฉลาดทางด้านเทคโนโลยีให้แก่ตัวเองและนักเรียนเพื่อให้มีความพร้อมในด้านจัดการเรียนการสอน แต่หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การใช้เครื่องมือเป็น แต่จะต้องรู้ว่าจะใช้เครื่องมือไหนมาบูรณาการจัดการเรียนรู้ให้เป็น-ประสิทธิภาพจนเกิดเป็นประสิทธิผลตามเป้าหมาย  แรงบันดาลใจนี้ยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่า “ครูยุคใหม่ไม่ได้สอนให้เด็กอ่านหนังสือออกเท่านั้น แต่สอนให้เด็กอ่านโลกใบนี้ให้ขาด” การอ่านโลกให้ขาดหมายถึงการให้นักเรียนมีไหวพริบ มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ตนเองเจอให้ได้ รวมไปถึงทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเองไปตลอดชีวิต การเรียนรู้ไปตลอดชีวิตไม่ใช่เพียงแค่ตัวนักเรียนแต่รวมไปถึงตัวครูด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรู้เท่าทันข่าวสาร รู้เท่าทันการเงิน รู้เท่าทันโลกดิจิทัล  หรือแม้แต่การแยกให้ออกว่าอันไหนเรื่องจริงอันไหน AI เพราะในสังคมปัจจุบันนี้มี AI เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตของเราเยอะมาก  การรู้เท่าทันโลกดิจิทัลทำให้เราสามารถยืนหยัดอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างมั่นคงและเต็มไปด้วยภูมิคุ้มกันที่ดี  
          “ในฐานะที่ครูเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาระบบของการศึกษาไทย” ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมตั้งปณิธานไว้ว่า ผมจะเป็นครูที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้และบูรณาการให้เข้ากับการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพจนบรรลุเป็นประสิทธิผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ในขณะเดียวกันครูต้องไม่ตัดขาดจากโลกความเป็นจริงต้องคำนึกถึงความเป็นจริงและการอยู่ร่วมกันในสังคมและชุมชน ครูต้องเป็น      สะพานเชื่อมต่อระหว่างห้องเรียนสู่โลกความเป็นจริงและห้องเรียนกับชุนชนเข้าด้วยกัน บูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เข้ากับนวัตกรรมในโลกดิจิทัลได้อย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อและอำนวยต่อการเจริญเติบโตเล็ก ๆ ของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        หลายคนอาจมองว่า เมื่อมีคำว่า “ศตวรรษที่ 21” เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วนั้นจะต้องมีแต่เทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย คำว่า “ศตวรรษที่ 21” แปลง่าย ๆ คืออนาคต เมื่อเราอยู่ในอนาคตเราก็ควรมองย้อนกลับมาในอดีตว่า เราเคยผ่านเคยเจออะไรมาบ้างและเมื่อมีคำว่าอดีตเข้ามาเกี่ยวข้องก็จะต้องมีคำว่าภูมิปัญญาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ในการบูรณาการหากแต่เรามั่วแต่บูรณาการแค่เทคโนโลยีให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้แล้วนั้น แต่คุณอย่าลืมว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ควรจะบูรณาการเข้ามาด้วย ในยุคที่มีแต่เทคโนโลยี AI หรือดิจิทัล เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตจนมากเกินไป คุณอาจลืมไปว่าในโลกใบนี้เคยมีคำว่า “ภูมิปัญญา” “โลกแห่งความเป็นจริง” “การสังเกต” “ความกล้าแสดงออก” “ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ” หรือแม้แต่ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์” เราในฐานะที่เป็นครูควรเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่เนิน ๆ เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่งอนาคต โลกแห่งศตวรรษที่ 21 ควรมีแผนและหาแรงบันดาลใจเอาไว้เพื่อเตรียมพร้อมและรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้

แรงบันดาลใจต่อมาสำหรับผมคือ จะนำภูมิปัญญาท้องถิ่นกับ AI เข้ามาบูรณาการอย่างไรให้ลงตัวและไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบ แต่เราต้องยอมรับว่าในอนาคต AI เป็นแค่ “เครื่องมือ” แต่หัวใจสำคัญของการศึกษาคือการสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แรงบันดาลใจต่อมาคือการเป็นศูนย์กลางที่จะหล่อหลอมรวมกันกับ “โลกแห่งความเป็นจริง” และ “ภูมิปัญญา” ให้เข้ากันได้ด้วยดีกับนวัตกรรมสมัยใหม่  ผมเชื่อว่าทักษะพื้นฐานอย่าง “การสังเกต” จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจบริบทของชุมชนมากขึ้น มันอาจจะไปถึงขั้นการตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่เราสังเกตเห็น จนอาจไปถึงขั้นมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น เมื่อนำ “ความกล้าแสดงออก” มาผสมผสานกับ “การสังเกต” และการปลูกฝังจิตสำนึกนักเรียนผ่าน “ค่านิยมหลักคนไทย 12 ประการ” นักเรียนของเราจะเติบโตขึ้นอย่างมีรากเหง้า มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และมีความมั่นคงในการใช้ชีวิตอีกด้วย ไม่เพียงแต่มีความมั่นคงแต่พวกเขาจะเติบโตขึ้นมาอย่างรู้จักกาลเทศะ มีคุณธรรม และมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยอีกด้วย
          แต่การรักษารากเหง้าเอาไว้ไม่ได้แปลว่าเป็นการหยุดนิ่งอยู่กับที่เสอมไป แต่เป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ และภูมิปัญญาไทยให้เดินไปข้างหน้าได้พร้อม ๆ กันโดยที่ไม่ทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ข้างหลัง อีกแรงบันดาลใจที่ท้าทายระบบอีกอย่างหนึ่งของผมคือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งทางตรงและทางอ้อม เราจะใช้เทคโนโลยี AI อย่างไรให้ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุด เราจะใช้ดิจิทัลมาเป็นกระบอกเสียงให้ชาวโลกเห็นถึงคุณค่าและสนใจในสิ่งที่บรรพบุรุษเราได้สร้างมา เราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง คำถามข้างต้นนี้ผมอาจจะนำไปถามนักเรียนในห้องเรียนของผมซึ่งคำถามนี้จะเป็นการส่งเสริมทั้งการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ การสังเกต และรวมไปถึงการกล้าแสดงออกที่จะตอบคำถามและร่วมกันออกความคิดเห็น เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนห้องเรียนให้เข้าสู่ศตวรรษที่ 21  และสำหรับอีกหนึ่งนิยามของคำว่า “ครู” ในมุมมองอีกอย่างของผมคือการเป็นทั้งผู้นำในด้านความคิดและการอนุรักษ์ไปพร้อมกัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าในวันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปที่สุด ความเป็นมนุษย์และรากเหง้าของเราจะยิ่งมีค่ามากที่สุดเช่นกัน
       
เพื่อให้แรงบันดาลใจทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในห้องเรียน ผมเองตั้งใจจะเปลี่ยนความเชื่อให้เป็นการลงมือทำผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความรู้และพัฒนาทักษะการคิดให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้กระบวนการ 5 ขั้นตอนดังนี้

  1.    การตั้งคำถาม : ฝึกให้เขาสังเกตและสงสัยเพราะคำถามที่ดีคือกุญแจบานแรกสู่โลกกว้าง
  2.  การแสวงหาข้อมูล : สอนให้เขาใช้ AI และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลอย่างชาญฉลาด ควบคู่ไปกับการเรียนรู้จาก ภูมิปัญญาในโลกความจริง
  3.    การสร้างองค์ความรู้ใหม่ : นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสร้างความเข้าใจด้วยตัวอง
  4.    การสื่อสารและนำเสนอข้อมูล : ฝึกให้เขากล้าแสดงออกและถ่ายทอดความคิดเห็นของตนเองให้เพื่อนในห้องเรียนรับรู้
  5.    การตอบแทนสังคม : คือเป้าหมายสูงสุดที่ผมหวังไว้ว่า ให้นักเรียนนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาชุมชนและบ้านเกิดของตนเอง

         สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมยึดถือคือ “การรวมพลังทำงานร่วมกัน” เพราะไม่มีใครเก่งที่สุดเพียงลำพังในโลกยุคใหม่ แรงบันดาลใจในการเป็นครูในศตวรรษที่ 21 ของผมจึงไม่ใช้เป็นเพียงผู้ที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนเพื่อป้อนความรู้ให้แก่นักเรียน แต่คือการเป็นผู้ “อำนวยความสะดวก” ที่เดินเขียงข้างและพร้อมที่จะเปิดประตูสู่โอกาส และบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เหล่านี้ให้เติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีรากเหง้าที่แข็งแกร่งและมีปีกที่พร้อมจะโบยบินไปสู่โลกอนาคตอย่างมั่นคงและอยู่รอดปลอดภัย

เมื่อโลกเปลี่ยน ครูมากกว่าผู้สอน คือผู้นำทาง_04

          ท้ายที่สุดแล้ว การเป็นครูในศตวรรษที่ 21 สำหรับผมคือการพิสูจน์ว่า “หัวใจของความเป็นครู” จะยังเป็นแสงสว่างที่ไม่ว่า AI หรือเทคโนโลยีใด ๆ ก็ไม่สามารถพรากไปจากห้องเรียนที่มีแต่ความเข้าใจและความเป็นมนุษย์ได้เลย แรงบันดาลใจสู่การเป็นครูในศตวรรษที่ 21 ของผมจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยหรือการใช้เครื่องมือดิจิทัลที่คล่องแคล่วและรวดเร็วเท่านั้น แต่คือการรักษาความหนักแน่นในอุดมการณ์ของ “ครู” ผู้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ที่พร้อมจะสลับบทบาทเป็นทั้งผู้นำและผู้ตามอย่างเหมาะสม เพื่อหลอมรวมนวัตกรรม AI เข้ากับรากเหง้าแห่งภูมิปัญญาไทยอย่างมีสมดุลยภาพและชาญฉลาด ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบ Active Learning ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักสังเกต ตั้งคำถาม แสวงหาความรู้ และกล้าแสดงออกบนพื้นฐานของค่านิยมที่ดีงาม เพื่อให้บ่มเพาะให้พวกเขามีทักษะการคิดชั้นสูง มีภูมิคุ้มกันในการอ่านโลกให้ขาด และพร้อมที่จะรวมพลังทำงานร่วมกันเพื่อตอบแทนสังคมในฐานะพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ  นอกจากนี้ ผมยังตั้งปณิธานที่จะทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ที่มั่นคง เชื่อมโยงระหว่างห้องเรียน ชุมชน และโลกแห่งความเป็นจริงเข้าด้วยกัน เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าในฐานะหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ครูจะเป็นผู้เปิดประตูสู่โลกกว้างที่ไม่เคยทอดทิ้งรากเหง้าเดิมของตนเอง ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ความเป็นมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมและความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราเติบโตไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง สง่างาม และยั่งยืนที่สุดครับ

นายศิรวิชญ์ จิโสะ 69121085 สาขาวิชาเอกภาษาไทย 
สำนักวิชาศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

Facebook Comments Box