โดย อาจารย์โยษิตา ซ้ายขวัญ
ทุกคนลองสำรวจหน้าจอมือถือว่ามีแอปพลิเคชันอะไรบ้าง ไม่ว่าแอปพลิเคชันในการสั่งอาหาร ทั้ง Grab หรือ Lineman การช้อปปิ้งสินค้าใน Lazada หรือ Shopee รวมทั้งไถฟีดดูคอนเทนต์ TikTok แพลตฟอร์มเหล่านี้กลายเป็นบ้านหลังที่สองที่เรามักเข้าไปอาศัยอยู่เป็นประจำ แต่เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้เชื่อมต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก มีการใช้จ่าย หรือสร้างสื่อคอนเทนต์อยู่ตลอดเวลา โดยมีเงื่อนไขในการให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาและความเสี่ยงต่อผู้ใช้งาน เช่น การฉ้อโกงผู้บริโภค การจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สินค้ามีความชำรุดบกพร่อง หรือสินค้าไม่ตรงกับการโฆษณา รัฐจึงจำต้องกำกับดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้การใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลเหล่านี้ปลอดภัยและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค โดยมีกฎหมายมาควบคุมดูแล ซึ่งก็คือ “พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ.2565”

หมายเหตุ : นิยามบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลตามมาตรา 3. จาก “การประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และแนวทางการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565” โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, 2568, น. 4 (https://www.etda.or.th/th/regulator/Digitalplatform/Knowledge-sharing.aspx).
หน้าที่ตามกฎหมายของแพลตฟอร์ม
- โปร่งใสและเป็นธรรม (Transparency) พวกเราเคยสงสัยไหมว่าทำไมสินค้าชิ้นนี้ถึงขึ้นมาอยู่อันดับแรก แน่นอนว่ากฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยปัจจัยหลักหรือหลักเกณฑ์ในการจัดลำดับหรือแนะนำสินค้า (Algorithm) ให้เราทราบ รวมถึงหลักเกณฑ์การโฆษณาเพื่อให้มั่นใจว่าระบบมีความเป็นธรรม
- หากมีปัญหาต้อง “ติดต่อได้” และ “แก้ไขจริง” (Consumer Protection) หากเราสั่งของแล้วไม่ได้ของ หรือเกิดการหลอกลวงบนโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มต้องมีช่องทางการช่วยเหลือ ระบบจัดการเรื่องร้องเรียนที่ชัดเจน และการระงับข้อพิพาท รวมทั้งกำหนดกรอบระยะเวลาแก้ไขปัญหาที่แน่นอน
- ผู้ประสานงานในประเทศไทย (Local Coordinator) เนื่องจากมีสำหรับแพลตฟอร์มของต่างประเทศจำนวนมากได้เปิดให้บริการแก่คนไทยโดยไม่มีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย กฎหมายจึงกำหนดในกรณีแพลตฟอร์มของต่างประเทศที่ให้บริการในประเทศไทย (เช่น มีเมนูภาษาไทย หรือรับชำระเงินบาท ใช้โดเมน .th) แพลตฟอร์มดังกล่าวจะต้องแต่งตั้ง “ผู้ประสานงานในประเทศไทย” เพื่อประสานงานและคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการในประเทศไทย
ใครบ้างที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้ ?
กฎหมายกำหนดแนวทางกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Approach) โดยแพลตฟอร์มทั่วไปที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท (บุคคลธรรมดา) หรือ 50 ล้านบาท (นิติบุคคล) หรือมีผู้ใช้งานเกิน 5,000 รายต่อเดือน ต้องแจ้งข้อมูลธุรกิจและปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนด ส่วนแพลตฟอร์มขนาดเล็กหรือมีความเสี่ยงต่ำยังคงมีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลแบบย่อเพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลพื้นฐานในการดูแล เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประสงค์จะประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ชื่อบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่องทางการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นต้น
การมีกฎหมายนี้ไม่ใช่การปิดกั้นเสรีภาพทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) เพื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะปลอดภัย ธุรกรรมทางการเงินจะโปร่งใส และได้รับความเป็นธรรมจากการซื้อขายสินค้าบนแพลตฟอร์ม หากแพลตฟอร์มใดฝ่าฝืนก็มีบทลงโทษทั้งทางปกครองและทางอาญา เพื่อให้โลกดิจิทัลของไทยปลอดภัยสำหรับทุก ๆ คน
แหล่งสืบค้นข้อมูล: สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA
ที่มา : มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์