29 สิงหาคม 2569
ผู้เขียน ผศ.ดร.ประสิทธิ์ นาเอก ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและอาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์

ก้าวแรกของการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ก้าวที่สำคัญและท้าทายไม่แพ้กันคือ “การเปลี่ยนผ่าน” จากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่เรียนวิชาพื้นฐาน เข้าสู่การเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ซึ่งต้องเริ่มสัมผัสกับวิชาชีพเฉพาะทางและมีความเข้มข้นทางวิชาการมากขึ้น
สำหรับสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เรามีนักศึกษาจาก 3 หลักสูตรที่กำลังก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญนี้ไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ หลักสูตรแพทยศาสตร์ หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และหลักสูตรวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย แม้ปลายทางวิชาชีพและเนื้อหาการเรียนจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันในขวบปีนี้คือ “ความกังวล” และ “ความกดดัน” ในการปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่การเรียนในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ในฐานะคนทำงานด้านการศึกษา เราตระหนักดีว่าการจะสร้างบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพที่สมบูรณ์แบบนั้น ไม่สามารถเติมเต็มด้วยความรู้ทางวิชาการ (Hard skills) เพียงอย่างเดียว เราจะเตรียมความพร้อมให้พวกเขาเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่นี้อย่างไร? คำตอบที่เราเลือกนำมาใช้คือกระบวนการ “จิตตปัญญาศึกษา” (Contemplative Education) ซึ่งมุ่งเน้นการเติบโตจากภายใน การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) และการเรียนรู้ด้วยหัวใจอย่างใคร่ครวญ

ในการจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่กำลังจะขึ้นปี 2 เราเลือกที่จะพานักศึกษาจากทั้ง 3 หลักสูตรมาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ทางจิตวิทยา


ผลลัพธ์ที่งอกงาม: ทลายกำแพงวิชาชีพ สู่ความเข้าใจเพื่อนมนุษย์
ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนี้คือ การทลายกำแพงระหว่างสาขาวิชา นักศึกษาแพทย์ นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และนักศึกษาวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ ต่างพบว่าพวกเขามีความกังวล ความกลัว และความเหนื่อยล้าในการเรียนที่ไม่ต่างกันเลย การที่พวกเขาได้กล้าแบ่งปันเรื่องราวและรับรู้ว่า “ฉันไม่ได้เผชิญความกดดันนี้อยู่เพียงลำพัง” กลายเป็นการเยียวยาจิตใจชั้นดี และสร้างสายใยความผูกพันที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเพื่อนร่วมสำนักวิชา
มากไปกว่านั้น ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งที่พวกเขาได้ฝึกฝน จะไม่ใช่แค่เครื่องมือในการอยู่ร่วมกับเพื่อนในมหาวิทยาลัย แต่จะเป็น “รากฐานสำคัญ” เมื่อพวกเขาต้องก้าวไปเรียนในชั้นคลินิก หรือต้องลงมือปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยและผู้รับบริการในบริบทของวิชาชีพตนเองในอนาคต
การนำกระบวนการจิตตปัญญาศึกษามาประยุกต์ใช้ในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ขึ้นปี 2 เป็นเครื่องยืนยันว่า สำนักวิชาแพทยศาสตร์ ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การผลิตบัณฑิตที่เก่งกาจทางวิชาการ แต่เรากำลังสร้าง “คน” ที่มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่เข้มแข็ง พร้อมที่จะเติบโตเป็นแพทย์ นักการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาฯ ที่สามารถดูแลสุขภาพของสังคมด้วยความเมตตาและความเข้าใจในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง



การอ้างอิง
วิจารณ์ พานิช. (2558). เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning). มูลนิธิสยามกัมมาจล.