Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

“ดอนสวรรค์” อีกครั้งกับปัญหา “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทย

เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา กลุ่มเครือข่ายรักษาดอนสวรรค์เพื่อไทสกล จัดการอภิปรายเรื่อง “สิทธิชุมชนกับการปฏิรูปกฎหมายไทย” ร่วมกับ ดร.เอกพร รักความสุข ประธานมูลนิธิวิทยาลัยชาวบ้าน ดำเนินรายการโดย คุณรชต มูลทรัพย์ ณ เวทีโสเหล่กันวันเสาร์ ศาลาเอนกประสงค์ผู้สูงอายุ หลังรพ.สกลนคร สาขา 1 (ไฟฟ้าเก่า) 

ภูมิหลังของการเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้นจากปัญหาข้อพิพาทระหว่างชาวสกลนคร ในนามเครือข่ายรักษาดอนสวรรค์เพื่อไทสกล กับสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ใน “กรณีข้อพิพาทเกาะดอนสวรรค์” เริ่มจากมีความพยายามของฝ่ายคณะสงฆ์ของจังหวัดสกลนครขึ้นทะเบียนสถานที่บนดอนสวรรค์ให้เป็นวัดร้างโดยสมบูรณ์ และเมื่อเข้าพรรษาในปีที่ผ่านมา คณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากวัดธรรมกาย นำพระเข้าไปจำพรรษาอยู่ดอนสวรรค์ และมีความพยายามรังวัดที่ดินขอออกโฉนดจากทางภาครัฐผ่านการเร่งรัดจากกรรมาธิการทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฏร และดำเนินการโดยหน่วยงานภายในจังหวัดสกลนครหลายหน่วยงาน จึงเป็นที่มาของกรณีพิพาทกับภาคประชาสังคมของชาวสกลนคร มีผู้คนจำนวนมากแสดงเจตจำนงไม่ต้องการให้มีการออกโฉนดที่ผิดกฏหมายเช่นนี้เกิดขึ้น นำไปสู่การร่วมคัดค้านในโซเชียลมีเดียและการรวมกลุ่มประท้วงเป็นระยะๆ จนทำให้รัฐไม่สามารถออกโฉนดที่ดินดังที่ต้องการได้ แต่ก็ยังอยู่ในการดำเนินการหาข้อยุติเพื่อพิสูจน์ข้อมูลว่ากรณีดอนสวรรค์เคยมีวัดร้างตามกฎหมายหรือไม่ โดยประชาชนชาวสกลนครเสนอข้อมูลอีกด้านในทางประวัติศาสตร์บอกเล่าจากความทรงจำและเอกสารหลักฐานต่างๆ ว่าพื้นที่ดอนสวรรค์นั้นไม่เคยมีศาสนสถานในฐานะการเป็น “วัด” อย่างสมบูรณ์แต่อย่างใด (จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๙๗: มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๖.หน้า ๑๔)

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เริ่มต้นการอภิปรายด้วยการตั้งคำถามกับ “สิทธิชุมชน” ว่าเอาเข้าจริงแล้วมีปัญหาตั้งแต่การนิยามคำว่า “ชุมชน” คืออะไร เพราะชุมชนสังคมแต่เดิมไม่ได้มีขอบเขตที่ชัดเจนแน่นอนตายตัว อย่างการแบ่งการปกครองส่วนท้องถิ่นปัจจุบัน แบ่งออกเป็น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ทว่าชุมชนของคนในสังคมไทยเดิม อยู่ร่วมกันด้วยจารีตประเพณี ความเชื่อ การหาอยู่หากิน และอื่นๆ ฉะนั้นจึงเป็นปัญหาว่ากฎหมายจะนิยามชุมชนว่ามีขอบเขตอย่างไร อีกทั้งในปัจจุบันชุมชนเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกมากมาย ทั้งชุมชนเมือง ชุมชนหมู่บ้านจัดสรร ชุมชนอาคารชุดพักอาศัย เป็นต้น

ต่อจากนั้นคุณวลัยลักษณ์ ได้ชวนผู้เข้าร่วมฟังหันกลับไปทบทวนกับการจัดการทรัพยากรของชุมชนในอดีตว่ามีการจัดการอย่างไร การจัดการทรัพยากรสาธารณะของชุมชนผู้คนในอดีตนั้น ในสังคมไทยมีการจัดการที่คล้ายคลึงกันคือ ผ่านการอุทิศพื้นที่สาธารณะไม่ว่าเป็นที่ดิน หนองน้ำ ภูเขา ชายฝั่งทะเล ให้เป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ในรูปแบบของ ผี พระ ในกลุ่มคนพุทธ ส่วนในกลุ่มคนอิสลามก็ยกพื้นที่สาธารณะเหล่านี้ให้กับ “พระเจ้า” หรือ “อัลเลาะห์” กล่าวคือไม่มีใครกลุ่มใดสามารถเข้ามาครอบครองเป็นของปัจเจกตนเองได้ 

ปัญหาในการจัดการทรัพยากรชุมชนเริ่มเกิดขึ้น เมื่อมีการออกโฉนดที่ดินให้ผู้ถือครองของบุคคล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีผลสำคัญมากต่อการถือครองที่ดินของบุคคล ทำให้ที่ดินกลายเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคล 

เมื่อมีระบบเศรษฐกิจระบบตลาดเกิดขึ้น ประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ที่ดินกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาค่างวด ผู้คนมีความประสงค์ครอบครองที่ดินเป็นส่วนบุคคลกันเพิ่มมากขึ้น อย่างในกรณีชาวมุสลิมในภาคใต้ เดิมการแบ่งทรัพยากรในครอบครัว สืบถอดผ่านทางพี่ชายคนโตของบ้านในยามพ่อ-แม่ ไม่อยู่แล้ว กล่าวคือโฉนดที่ดินอยู่ในชื่อของพี่ชายคนโตที่คอยดูแลและจัดสรรทรัพยาการให้กับพี่น้องในครอบครัว แต่เมื่อที่ดินมีราคาสูงขึ้น ความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรที่ทุกคนต้องการมีส่วนร่วมในการถือครอง กลายเป็นปัญหาขึ้น 

อย่างกรณีนายทุนเข้ากว้านซื้อที่ดินเป็นจำนวนมาก ก็ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของชุมชน เห็นได้ชัดในกรณีของย่านเก่าในกรุงเทพมหานคร หลายชุมชนที่มีนายทุนเข้ากว้านซื้อที่ดิน เช่น เวิ้งนาครเกษม และเปลี่ยนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่อย่างศูนย์การค้า เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาเกิดขึ้นกับสังคมไทย เปรียบได้กับ “ระเบิดเวลา” ที่รอวันแตกออก เพราะขาดการจัดการในที่ดินทรัพยากร ตลอดจนกฎหมายที่ใช้มาโดยตลอดขาดประสิทธิภาพในการจัดการปัญหา

ทางด้านกฎหมาย กฏหมายนับได้ว่าเป็นฉบับแรกเริ่มให้ “สิทธิชุมชน” ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 หมวดที่ 3 มาตราที่ 56 ที่ว่า

สิทธิ ของบุคคล ที่จะ มีส่วนร่วม กับรัฐ และ ชุมชน ในการบำรุงรักษา และ การได้ประโยชน์ จาก ทรัพยากรธรรมชาติ และ ความหลากหลาย ทางชีวภาพ และ ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และ รักษา คุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้ อย่างปกติ และ ต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อ ให้เกิดอันตราย ต่อ สุขภาพ อนามัย สวัสดิภาพ หรือ คุณภาพชีวิต ของตน ย่อมได้รับ ความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

           การดำเนินโครงการ หรือ กิจกรรมที่ อาจก่อให้เกิด ผลกระทบ อย่างรุนแรง ต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม จะกระทำมิได้ เว้นแต่ จะได้ศึกษา และ ประเมิน ผลกระทบ ต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้ องค์การอิสระ ซึ่ง ประกอบด้วย ผู้แทนองค์การเอกชน ด้านสิ่งแวดล้อม และ ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบ ก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

           สิทธิ ของบุคคล ที่จะ ฟ้อง หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือ องค์กรอื่นของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ตาม วรรคหนึ่ง และ วรรคสอง ย่อมได้รับความคุ้มครอง

นั่นเป็นครั้งแรกที่มีการให้ “สิทธิ” กับชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของตนเอง ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้มีการทำให้ประเด็นเรื่อง “สิทธิชุมชน” ชัดเจนเพิ่มขึ้น โดยระบุไว้ใน หมวดที่ 3 ส่วนที่ 12 มาตรา 66,67 ของรัฐธรรมนูญฉบับมีการใช้อยู่ในปัจจุบัน

มาตรา ๖๖ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐

            บุคคล ซึ่ง รวมกันเป็น ชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือ ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อม มี สิทธิ อนุรักษ์ หรือ ฟื้นฟู จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดี ของ ท้องถิ่น และ ของชาติ และ มีส่วนร่วม ในการจัดการ การบำรุงรักษา และ การใช้ประโยชน์ จาก ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุล และ ยั่งยืน

มาตรา ๖๗ รัฐธรรมนูญ แห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐

            สิทธิ ของ บุคคล ที่จะ มีส่วนร่วม กับ รัฐ และ ชุมชน ใน การอนุรักษ์ บำรุงรักษา และ การได้ประโยชน์ จาก ทรัพยากรธรรมชาติ และ ความหลากหลายทางชีวภาพ และ ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อ ให้ดำรงชีพอยู่ได้ อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อม ที่จะไม่ก่อให้เกิด อันตราย ต่อ สุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือ คุณภาพชีวิต ของตน ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตาม ความเหมาะสม

            การดำเนินโครงการ หรือ กิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิด ผลกระทบ ต่อ ชุมชน อย่างรุนแรง ทั้งทางด้าน คุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และ สุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่ จะได้ศึกษา และ ประเมิน ผลกระทบ ต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และ สุขภาพของประชาชน ในชุมชน และ จัดให้มี กระบวนการรับฟัง ความคิดเห็น ของ ประชาชน และ ผู้มีส่วนได้เสีย ก่อน รวมทั้ง ได้ให้ องค์การอิสระ ซึ่ง ประกอบด้วย ผู้แทนองค์การเอกชน ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และ ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือ ทรัพยากรธรรมชาติ หรือ ด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบ ก่อน มีการดำเนินการ ดังกล่าว

            สิทธิ ของ ชุมชน ที่จะฟ้อง หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือ องค์กรอื่น ของ รัฐ ที่เป็น นิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ ตาม บทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับ ความคุ้มครองว่าเราเคยมีสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิชุมชน” หรือไม่ คุณวลัยลักษณ์ เสนอว่าถ้าว่ากันด้วยจารีตประเพณีแล้ว ชุมชนบ้านเมืองในสังคมไทย เคยมีสิทธิชุมชนมาก่อนอยู่แล้ว แต่ปรากฏขึ้นในคนละรูปแบบหรือความหมายของทางกฎหมาย

             อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการนำเรื่องสิทธิชุมชน ใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ตามแต่ในความเป็นจริงของการจัดการทรัพยากรก็ยังมีปัญหาตามมาอีกมาก เนื่องจากกฎหมายที่มีความทับซ้อนกัน ระหว่างกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการหรือถือครองที่ดิน

กฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จะได้มีการให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชน จนปรากฏออกมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ.2540 และ ฉบับ พ.ศ.2550 แต่ด้วยความทับซ้อนของกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรประกอบกับราคาค่างวดของที่ดินเปลี่ยนแปลงไป ก็ได้ทำให้ที่ดินกลายเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งสำหรับสังคมไทย ดังเห็นได้จากกรณี “ข้อพิพาทเกาะดอนสวรรค์” จังหวัดสกลนคร และอีกหลายกรณี

ดอนสวรรค์ สิทธิชุมชนหรือธรณีสงฆ์

เริ่มรากฐานของปัญหาขึ้นมาจากความพยายามเข้าไปถือครอง “เกาะดอนสวรรค์” พื้นที่สาธารณะของชุมชนรอบหนองหาร ของกลุ่มคณะสงฆ์ธรรมกาย ที่กระทำผ่านสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการประกาศว่าบนเกาะดอนสวรรค์มีวัดร้างตั้งอยู่ ฉะนั้นพื้นที่แห่งนี้จึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายพุทธศาสนา ไม่ใช่ของชุมชน ทั้งที่คนในชุมชนต่างก็อ้างว่า พื้นที่ดอนสวรรค์ไม่เคยมีวัดตั้งอยู่ แต่เคยใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของชาวบ้าน เมื่อสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นวัดร้างเป็น “ธรณีสงฆ์” จึงสามารถออกโฉนดและดำเนินการจัดการกับพื้นที่ต่อไปได้ ตามความประสงค์ของคณะสงฆ์ธรรมกาย ที่ส่งพระสงฆ์ขึ้นไปตั้งวัดสาขาธรรมกายขึ้นบนพื้นที่ดอนสวรรค์ จนกลายเป็นความขัดแย้งข้อพิพาทกับชาวบ้าน

จากเขาสู่เล: กรณีเทือกเขาบรรทัดถึงอ่าวปัตตานี

นอกจากกรณีของดอนสวรรค์แล้ว ปัญหาข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐหรือภาคเอกชนภายนอก ก็มีเกิดขึ้นให้เห็นได้ในกรณี อย่างกรณี “การประกาศพื้นที่อุทยานเทือกเขาบรรทัดทับซ้อนพื้นที่ชุมชน” ของชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เนื่องจากการจัดการพื้นที่ของชาวบ้านเดิมนั้นเป็นการจัดการพื้นที่ใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต เมื่อทางภาครัฐประกาศพื้นที่อุทยานกับไม่ได้มองถึงสังคมหรือชุมชน แต่ใช้กฎหมายของทางอุทยานและป่าไม้ ใช้ดาวเทียมจากอากาศแล้วขีดเส้นลงมาบนพื้นที่ป่า ทั้งที่เป็นการยากมากที่จะมองให้เห็นได้ว่าพื้นที่จริงอยู่ส่วนไหน ด้วยสภาพป่าดิบชื้นของภาคใต้ ฉะนั้นเมื่อมีการประกาศพื้นที่อุทยานจากทางอากาศ จึงเกิดเป็นข้อพิพาทกับผู้คนชุมชนในพื้นที่ 

กรณีของอ่าวปัตตานี ที่เดิมเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่สาธารณะของคนรอบอ่าวปัตตานี ที่ใช้ร่วมกันโดยมอบสิทธิสูงสุดให้กับพระเจ้า แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป มีการประกาศใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษ 200 ไมล์ทะเล ทำให้มีเรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาใช้ “อวนลากอวนรุน” จับปลากันเป็นขนานใหญ่ในพื้นที่ของชุมชนจนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน หาอยู่หากินในอ่าวปัตตานี 

กรณีเหล่านี้ล้วนแล้วเปรียบได้กับ “ปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง” มีฐานจมอยู่ใต้พื้นน้ำ ยังมีอีกหลายชุมชนในประเทศไทยต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิของชุมชน แล้วเราเดินกันต่อไปอย่างไร

“ไม่มีสิทธิชุมชน ปัจจุบันสิทธิชุมชนไม่มี เราเพ้อเจ้อเราเพ้อฝันกันอยู่…”

คุณวลัยลักษณ์ พูดสรุปการบรรยายในช่วงแรก การบอกเช่นนี้เป็นการบอกให้รู้ว่าเราต้องรู้พื้นฐานของเราก่อนว่าทุกวันนี้ในสังคมไทย เอาเข้าจริงแล้วสิทธิชุมชนมีอยู่เพียงในกฎหมายหรือในตัวบทเท่านั้น ในความเป็นจริงสิทธิชุมชนไม่มีอยู่เลย ฉะนั้นการทำให้เกิดมีสิทธิชุมชนขึ้นมา ชาวบ้านต้องสู้ สู้เช่นเดียวกับการที่ชาวบ้านดอนสวรรค์ พยายามต่อสู้และเรียกร้องอยู่ แต่จะอยู่อย่างไร เพราะเอาเข้าจริงแล้วการสู้โดยกฎหมายสู้ไม่ได้ เพราะกฎหมายมีความทับซ้อนและมีปัญหาในการต่อสู้อย่างมาก การต่อสู้ต้องต่อสู้โดยชุมชนและมวลชน 

เช่นเดียวกับที่ ดร.เอกพร รักความสุข กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของมวลชนว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร “เราไม่จำเป็นต้องไปสภาไปกรุงเทพตลอด เราต้องรู้ว่าเราจะไปกรุงเทพ เพราะอะไร เพราะกรุงเทพมีอำนาจรัฐ อย่างที่ครั้งก่อนที่เราไปเราไปผิดเวลาผิดสถานการณ์เราไปชูป้ายทวงดอนสวรรค์ ในวันที่เขามีการพิจารณาร่างกฎหมายเงินกู้ 2.2 ล้านล้าน ใครจะหันมามองเรามาฟังเรา เขาไปเพื่ออนุมัติเงินกัน” 

ทางออกการต่อสู่ของชุมชนต่อการเรียกร้องสิทธิชุมชน จึงอยู่ที่การสร้างชุมชนขึ้น สร้างความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน การรวมกลุ่มของชุมชน ทุกวันนี้สังคมไทยมีปัญหามากเรื่องชุมชน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ชุมชนหายไป ความสัมพันธ์ในชุมชนไม่มีอยู่เหมือนเดิม อย่างในกรณีของดอนสวรรค์นี่เป็นตัวอย่างที่ดีประการหนึ่งของการรวมตัวของผู้คน ที่มีความคิดความรู้และสำนึกร่วมกันในของชุมชนที่ต้องการปกป้อง “ดอนสวรรค์” จากการรุกรานของบุคคลจากภายนอก ชุมชนจะเรียกร้องสิทธิชุมชนไม่ได้เลย หากคนในชุมชนไม่สามารถรวมตัวกันได้ ชุมชนเกิดพลังได้จากการรวมกันของชุมชนด้วยความคิดและสำนึกเดียวกัน 

เมื่อการรวมกลุ่มเกิดขึ้นได้แล้ว ชุมชนต้องมีองค์ความรู้ เพราะความรู้เป็นส่วนสำคัญสำหรับการต่อสู้เรียกร้องให้ได้มาซึ่งสิทธิชุมชน อย่างในกรณีดอนสวรรค์ ที่อ้างสิทธิในธรณีสงฆ์ แต่ด้วยการศึกษาทางโบราณคดีและมานุษยวิทยา พบว่าบนดอนสวรรค์ไม่มีศาสนสถาน ฉะนั้นสำนักงานพุทธศาสนาจึงไม่มีสิทธิ์ในการจดทะเบียนวัดร้าง ต่อเนื่องไปจนถึงออกโฉนดที่เป็นไปไม่ได้ เพราะดอนสวรรค์ไม่ได้เป็นธรณีสงฆ์ จึงไม่ได้เข้าไปร่วมอยู่ใต้ข้อกำหนดของกฎหมายสงฆ์ 

ความรู้ของชุมชนส่วนหนึ่ง คือ การทบทวนความรู้ที่มีอยู่ภายในชุมชน ฟื้นฟูความรู้จารีตประเพณีที่เคยมีอยู่ในชุมชน จารีตการจัดการชุมชนที่เคยมีในอดีต เช่น การฟื้นฟูงานรื่นเริงบนดอนสวรรค์ ที่คนรอบหนองหาร พายเรือเข้ามาที่ดอนสวรรค์เพื่อร่วมกิจกรรมกัน งานอย่างนี้ต้องฟื้นขึ้นมาใหม่ แต่อย่าทำให้เป็นประเพณีประดิษฐ์ให้เป็นของจริง แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ เรื่องอื่นๆ ด้วย “อาจต้องใช้เวลานานไม่สำเร็จในรุ่นของพวกเรา ก็ต้องทำเพื่อทำให้เกิดสิทธิชุมชนอย่างแท้จริง” คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ กล่าว

บางทีการได้มาซึ่งสิทธิชุมชนในทางปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทย อาจจะไม่เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเลย ท่ามกลางความล่มสลายของชุมชน ท่ามกลางความขัดแย้งในผลประโยชน์ของคนในชุมชน หากทว่าก็เริ่มมีแสงสว่างแย้มพรายออกมาแล้ว สำหรับ “ชุมชนไทสกล” ที่ออกมาปกป้องถิ่นฐานของพวกเขาจากภายนอก ตลอดจนชุมชนอื่นๆ ในประเทศไทย หากความพยายามเช่นนี้ยังคงอยู่และดำเนินต่อไป สักวันหนึ่งคำว่า “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทยคงได้ก้าวออกมาจากตัวอักษรสู่ความเป็นจริงเสียที

โดย ปิยชาติ สึงติ

 

Facebook Comments Box