ในระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ ผมได้ลงสำรวจพื้นที่และเก็บข้อมูลบ้านขุนสมุทรจีนเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านขุนสมุทรจีนอันจะนำสู่การจัดทำและปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านขุนสมุทรจีน
การเดินทางเข้าไปบ้านขุนสมุทรจีนมีเพียงเส้นทางน้ำเท่านั้น รถยนต์สามารถส่งถึงได้ที่ท่าเรือป้าลี่ (ติดกับถนนเข้าสู่ บ.สาขลา) ต่อจากนั้นต้องเช่าเรือหางยาวเหมาลำที่จอดอยู่ในบริเวณท่าเรือให้ไปส่ง โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ทางคณะเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าพักที่บ้านของผู้ใหญ่สมร เข่งสมุทร ผู้นำชุมชน ม.๙ บ้านขุนสมุทรจีน ซึ่งเป็นผู้แนะนำติดต่อและอำนวยความสะดวกให้กับคณะเจ้าหน้าที่ลงเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ชาวบ้าน
การตั้งถิ่นฐานของผู้คนหรือกลุ่มคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่บ้านขุนสมุทรจีนก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนเนื่องจากขาดหลักฐานที่เพียงพอ แต่จากหลักฐานที่ปรากฏประกอบกับข้อมูลสัมภาษณ์ก็พอสันนิษฐานได้ว่าบริเวณบ้านขุนสมุทรจีนเริ่มเกิดเป็นชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่นเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ – ๕ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการอพยพเข้ามาของชาวจีน(แต้จิ๋ว)จากแผ่นดินใหญ่ที่เข้ามาประกอบอาชีพทำการประมงชายฝั่ง ชาวจีนที่อาศัยอยู่ภายในบ้านขุนสมุทรจีนนั้นย่อมมีจำนวนอยู่ไม่น้อย ด้วยจากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่กล่าวถึงคนจีนที่อาศัยอยู่ในบ้านขุนสมุทรจีนที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับวัฒนธรรมประเพณีของจีนหลายอย่างที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันไม่ว่าคำสรรพนามเรียกพ่อว่า “เตี่ย” หรือเรียกปู่ว่า “ก๋ง” ตลอดจนการจัดงานสักการะ “ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชาย” ในเดือนมกราคมของทุกปี อันเป็นงานใหญ่ประจำปีแม้แต่ลูกหลานของชาวขุนสมุทรจีนที่โยกย้ายออกไปอยู่ตามต่างจังหวัดก็ยังต้องกลับมาร่วมงานไหว้ศาลเจ้าพ่อหนุ่มน้อยลอยชายเป็นประจำทุกปี
สภาพการณ์ที่ต้องเผชิญอยู่กับการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อวิถีชีวิตและชุมชนของชาวขุนสมุทรจีน เนื่องจากพื้นดินที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเดิมได้กลายเป็นทะเลชาวบ้านหลายคนบอกเล่ากับมูลนิธิฯ ว่า “ในระยะเวลาประมาณ ๓๐ ปีย้ายบ้านมาไม่ต่ำกว่า ๗ – ๘ ครั้งแล้ว” แม้แต่ที่ดินของชาวบ้านหลายคนก็อยู่ในขณะนี้ก็กลายเป็นทะเลเหลือเพียงแต่โฉนดที่ดินซึ่งไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้ เหตุดังกล่าวเป็นมีผลสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของชุมชนจากเดิมที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่มีบ้านเรือนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น (ชาวบ้านกล่าวว่าแต่ก่อนบ้านเรือนในขุนสมุทรจีนเรียกได้ว่า “ไก่บินบนหลังคาไม่มีทางให้ตกพื้นดินเลยทีเดียว”) มาเป็นชุมชนที่มีขนาดเล็กมีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณไม่เกิน ๓๐ หลังคาเรือน
นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของชุมชนแล้ววิถีชีวิตของผู้คนก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกันจากเดิมที่มีวิถีชีวิตและอาชีพผูกพันอยู่กับทะเลด้วยการทำประมงชายฝั่งวางอวนจับปลา จับปูแสมมาดองเค็ม จับกุ้งเคยมาทำกะปิ แต่เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดจนน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ทำให้สัตว์น้ำที่เคยมีอยู่เหลือน้อยลงไม่สามารถทำหาปลาหาปูเลี้ยงชีพได้อีกต่อไป ชาวบ้านส่วนหนึ่งซึ่งมีที่ดินจึงเริ่มขุดบ่อทำนากุ้ง ส่วนกลุ่มที่ไม่มีที่ดินหรือมีไม่มากพอทำนากุ้งได้ก็ต้องเปลี่ยนมาอาศัยอาชีพรับจ้างทั่วไปหรือการจับสัตว์น้ำในป่าชายเลน
สภาพการณ์ที่ทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงของบ้านขุนสมุทรจีนนั้น จากการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลทำให้เห็นได้ว่าชาวบ้านมีความคิดเห็นต่อการกัดเซาะของชายฝั่งแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่
๑. มีความคิดว่าที่พื้นที่ถูกกัดเซาะมากเป็นผลมาจากการทำนากุ้งอย่างหนาแน่นในพื้นที่ ซึ่งนากุ้งที่ติดอยู่กับชายทะเลมากทำให้ตะกอนดินจากทะเลที่พัดเข้ามาถูกกลืนหายไปในนากุ้งไม่สามารถเข้าทับถมชายฝั่งได้เหมือนที่ผ่านมาทำให้การกัดเซาะชายฝั่งมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
๒. มีความคิดว่าการพังทลายของชายฝั่งเกิดจากสภาวะโลกร้อนน้ำทะเลมีความสูงมากขึ้นประกอบกับเรือขุดสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาไม่นำดินที่ขุดขึ้น เข้ามาพ่นให้ชายฝั่งทางด้านนี้เช่นที่ผ่านมากลับนำไปพ่นให้กับทางด้านโรงงานอุตสาหกรรมในอีกฝั่งแทนเนื่องจากนายทุนโรงงานอุตสาหกรรมให้เงินแก่ทางเรือขุดสันดอน
จากการลงเก็บข้อมูลในพื้นที่ในครั้งนี้นอกเหนือจากข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เป็นเป้าหมายหลักแล้ว ยังทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของชุมชนวิถีชีวิตของคนบ้านขุนสมุทรจีน ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงว่าเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียวหรือจากปัจจัยภายในที่เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ด้วย หากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหยิบยกไปพิจารณาก็อาจเปิดหนทางแก้ไขปัญหาที่กว้างมากขึ้นก็เป็นได้
เขียนโดย ปิยชาติ สึงติ





