การช้อปปิ้งออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเรา แต่หนึ่งในข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดคือการที่เราไม่สามารถ “สัมผัส” หรือ “ลอง” สินค้าได้จริงก่อนตัดสินใจซื้อ เคยไหมที่สั่งซื้อเสื้อผ้าออนไลน์แล้วใส่ไม่ได้? หรือซื้อเฟอร์นิเจอร์มาแล้วพบว่าขนาดไม่พอดีกับห้อง? ปัญหาเหล่านี้กำลังจะหมดไป ด้วยการมาถึงของเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality) ที่กำลังเข้ามาปฏิวัติวงการอีคอมเมิร์ซอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
AR (Augmented Reality): ลองสินค้าในบ้านของคุณก่อนตัดสินใจซื้อ
เทคโนโลยีความจริงเสริม หรือ AR คือการนำภาพเสมือน 3 มิติมาซ้อนทับบนโลกแห่งความเป็นจริงผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ทำให้ผู้บริโภคสามารถเห็นภาพสินค้าในสภาพแวดล้อมจริงของตนเองได้ทันที
ตัวอย่างการใช้งาน AR ในการช้อปปิ้ง:
เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน: แอปพลิเคชันอย่าง IKEA Place ช่วยให้คุณสามารถนำโซฟา โต๊ะ หรือโคมไฟเสมือนจริงไปวางในห้องนั่งเล่นของคุณได้ เพื่อดูว่าขนาด สีสัน และดีไซน์เข้ากับพื้นที่ของคุณหรือไม่ก่อนกดสั่งซื้อ
เครื่องสำอางและความงาม: แบรนด์อย่าง Sephora หรือ L’Oréal มีฟีเจอร์ Virtual Try-On ให้ลูกค้าสามารถลองลิปสติก อายแชโดว์ หรือสีผมเฉดต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ผ่านกล้องหน้าของโทรศัพท์ ช่วยให้ตัดสินใจเลือกเฉดสีที่เหมาะสมกับตัวเองได้ง่ายขึ้น
แฟชั่นและเครื่องประดับ: ลองสวมแว่นตาเสมือนจริงจากแบรนด์ต่างๆ เพื่อดูว่าเข้ากับรูปหน้าหรือไม่ หรือลองรองเท้าผ้าใบ Nike รุ่นล่าสุดว่าเมื่ออยู่บนเท้าของคุณแล้วจะดูเป็นอย่างไร
สีทาบ้าน: แอปฯ อย่าง Dulux Visualizer ช่วยให้คุณเห็นภาพผนังบ้านของคุณเมื่อทาสีใหม่ โดยแค่เพียงเล็งกล้องไปที่ผนังและเลือกสีที่ต้องการ
VR (Virtual Reality): ก้าวเข้าสู่โชว์รูมและร้านค้าเสมือนจริง
ในขณะที่ AR ผสานโลกจริงเข้ากับโลกเสมือน, เทคโนโลยีความจริงเสมือน หรือ VR จะพาคุณดำดิ่งเข้าไปสู่โลกดิจิทัลแบบ 100% ผ่านการสวมใส่อุปกรณ์ VR Headset สร้างประสบการณ์ที่สมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจไปอีกระดับ
ตัวอย่างการใช้งาน VR ในการช้อปปิ้ง:
โชว์รูมรถยนต์เสมือนจริง: แบรนด์รถยนต์อย่าง Audi หรือ Volvo ได้สร้างโชว์รูม VR ที่ลูกค้าสามารถเดินชมรถยนต์รุ่นต่างๆ ได้อย่างอิสระ เปิดประตูเข้าไปดูภายในห้องโดยสาร ทดลองเปลี่ยนสีรถ หรือดูอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้ราวกับไปเยือนโชว์รูมจริง
ร้านค้าแฟชั่นระดับไฮเอนด์: แบรนด์หรูอย่าง Dior หรือ Balenciaga สร้างสรรค์ร้านค้าเสมือนจริงที่จำลองบรรยากาศและดีไซน์ของร้านเรือธง (Flagship Store) ลูกค้าสามารถเดินเลือกชมคอลเลกชันล่าสุด หยิบสินค้าขึ้นมาดูรายละเอียดแบบ 360 องศา และช้อปปิ้งในสภาพแวดล้อมที่พิเศษสุดๆ
การท่องเที่ยว: ลองเข้าไปเดินชมห้องพักในโรงแรม หรือเดินสำรวจรอบๆ รีสอร์ทในบรรยากาศเสมือนจริง เพื่อช่วยในการตัดสินใจจองที่พักสำหรับทริปต่อไป
ประโยชน์ของการใช้ AR/VR ในการช็อปปิ้งออนไลน์
1. เพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้า เพราะผู้ซื้อสามารถเห็นภาพสินค้าในสภาพแวดล้อมจริงของตนเอง
2. ลดอัตราการคืนสินค้า เนื่องจากลูกค้าเลือกสินค้าที่ตรงความต้องการมากขึ้น
3. สร้างประสบการณ์ที่ดึงดูดและจดจำง่าย ทำให้แบรนด์แตกต่างจากคู่แข่ง
4. เปิดโอกาสให้ลูกค้าทั่วโลกเข้าถึงสินค้า โดยไม่ต้องเดินทางไปที่ร้านจริง
แม้ว่าเทคโนโลยี AR/VR จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่บ้าง เช่น อุปกรณ์ VR Headset ที่ยังมีราคาสูงและยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร หรือการพัฒนาคอนเทนต์ 3 มิติที่มีคุณภาพสูงยังต้องใช้ต้นทุนและเวลา
อย่างไรก็ตาม อนาคตของ AR/VR ในโลกอีคอมเมิร์ซนั้นสดใสอย่างแน่นอน เราจะได้เห็นการผสานเทคโนโลยีนี้เข้ากับ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เพื่อสร้างผู้ช่วยช้อปปิ้งเสมือนจริง (Virtual Assistant) ที่สามารถให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลได้ หรือการสร้าง “Social Commerce” ที่เราสามารถชวนเพื่อนๆ ในรูปแบบอวตาร (Avatar) ไปเดินช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าเสมือนจริงด้วยกัน
ปัจจุบัน แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ เช่น Amazon, Alibaba, Lazada และ Shopee เริ่มนำเทคโนโลยี AR/VR มาประยุกต์ใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภค การผสมผสานนี้ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการซื้อขาย แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ของการช็อปปิ้งในโลกดิจิทัล
เทคโนโลยี AR และ VR ไม่ใช่เรื่องของโลกอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่กำลังเข้ามาทลายกำแพงระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ มันช่วยสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สมจริง มีส่วนร่วม และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของวงการอีคอมเมิร์ซไปตลอดกาล