พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเลเซียสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1898 ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นพิพิธภัณฑ์ประจำรัฐสลังงอร์ ต่อมาเมื่อมาเลเซียได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1957 รัฐบาลมาเลเซียได้ปรับปรุงโดยขยายพื้นที่ให้พิพิธภัณฑ์มีขนาดใหญ่กว่าเดิมใน และได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเลเซีย”
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเลเซียเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1963
ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติมาเลเซียจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนถึงนิทรรศการของแต่ละชาติพันธุ์ในมาเลเซีย เช่น มลายู จีน อินเดีย รวมไปถึงชาวซาบาและซาราวัก
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไม่เพียงแต่ให้ความรู้เท่านั้น แต่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติยังเปรียบเสมือนสถานที่เก็บรวบรวบข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับประวัติสาสตร์ของชาติ ซึ่งข้อมูลที่ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการพูดถึงความสำคัญของชาติพันธุ์มลายูเป็นหลัก ส่วนชาติพันธุ์จีน อินเดีย ชาวซาบาและซาราวักนั้น จะเป็นลำดับย่อยลงมา และมีการพูดถึงไม่มากนัก
ในส่วนของการจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่างๆ เริ่มต้นโดยการแสดงภาพรวมของทุกชาติพันธุ์เรียงรายกันไปแล้วแยกย่อยออกมาเป็นโซนของแต่ละชาติพันธุ์ โดยเริ่มต้นจากโซนของชาติพันธุ์มลายู มีการอธิบายเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของมาเลเซียในอดีตที่ยังคงเป็นแหลมมลายู พัฒนาต่อเนื่องมาจนกระทั่งเป็นสหพันธรัฐมลายาและเป็นประเทศมาเลเซียในเวลาต่อมา มีการจัดแสดงถึงทำมาค้าขายเป็นส่วนใหญ่ พร้อมทั้งการกล่าวถึงการเข้ามาของศาสนาอิสลาม การเรียนการสอนศาสนา รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้เกี่ยวกับราชสำนักมลายู ประเพณีของคนมลายูและการแต่งกาย ถัดจากนั้นเป็นโซนการจัดแสดงเกี่ยวกับชาติพันธุ์จีน ซึ่งไล่เรียงไปกับโซนการจัดแสดงของชาติพันธุ์อินเดีย ซึ่งชาติพันธุ์อินเดียมีการจัดแสดงข้อมูลไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการค้า เครื่องเทศ แรงงาน ประเพณีและการแต่งกาย ถัดไปเป็นโซนการจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับชาวซาบาและซาราวัก โดยจำแนกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองชนเผ่าว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร กล่าวถึงการใช้ชีวิตบนเกาะบอร์เนียว ประเพณีและการแต่งกาย
แต่เมื่อลองเดินดูรอบๆ ในโซนการจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์จีน แม้ว่าจะมีการจัดแสดงเกี่ยวกับการทำมาค้าขาย แรงงาน ประเพณีและการแต่งกายเช่นเดียวกันกับชาติพันธุ์อื่น พบว่ามีส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเพียงตู้กระจกเล็กๆ แต่สามารถดึงดูดสายตาผู้คนที่พบเห็น เพราะเป็นส่วนที่สว่างที่สุดของโซนชาติพันธุ์จีน ภายในตู้กระจกมีหุ่นของชายสองคนที่มีลักษณะการแต่งกายคล้ายกับทหาร รูปลักษณ์ภายนอกของหุ่นทำให้ผู้คนที่พบเห็นในครั้งแรกสัมผัสได้เลยว่าหุ่นสองตัวนี้ไม่ใช่หุ่นแทนชายชาวมลายูอย่างแน่นอน ข้อความที่ปรากฏในระหว่างหุ่นทั้งสอง เป็นลักษณะเช่นเดียวกันกับข้อความที่ปรากฏในหลายจุด แต่ทว่าที่เด่นชัดคือคำว่า KOMUNIS MALAYA เป็นหัวเรื่องที่ทำให้สะดุดตา อีกทั้งภาพประกอบท้ายเรื่องราวสาม สี่ภาพ ทั้งภาพเดี่ยวของชายคนหนึ่ง และอีกสามภาพที่ประกอบไปด้วยเหล่าชายฉกรรจ์ที่สวมชุดลักษณะเดียวกันกับหุ่นพร้อมทั้งอาวุธปืนที่อยู่ในมือ เนื้อหาที่ถูกบรรยายไว้ได้บอกเล่าเกี่ยวกับ “คอมมิวนิตส์มลายา” ประมาณว่า
“พรรคคอมมิวนิสต์มลายา” หรือมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “โจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา” ช่วงแรก ถือกำเนิดขึ้นในตอนที่ญี่ปุ่นเข้ามายึดครองมลายา ส่งผลให้เกิดการจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งในตอนนั้นพวกเขาเรียกตัวเองว่า “กองทัพประชาชนมลายา” โดยมีอังกฤษเป็นฝ่ายสนับสนุนช่วยเหลือทั้งทางด้านการเงินและอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อให้พวกเขาต่อสู้ขับไล่ญี่ปุ่น
ต่อมาภายหลังจากการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษได้เข้ามาทำน้าที่ปกครองมลายา
มลายาในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ถึง ต้นทศวรรษ 1950 ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษนั้น กลุ่มคนจีนถือเป็นพวกที่ด้อยสิทธิ์ด้อยเสียง ต่อมาอังกฤษเองก็ประกาศสั่งยกเลิกขบวนการประชาชนมลายาต่อต้านญี่ปุ่น กลุ่มขบวนการนี้จึงได้ผันตัวกลายมาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์มลายาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งนำโดยหัวหน้ากลุ่มที่หลายคนรู้จักกันดีในนาม “จีน เป็ง” แต่ในช่วงปี 1948 ชาวจีนถูกเจ้าอาณานิคมอังกฤษขูดรีดทั้งที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ขับไล่ชาวจีนผู้บริสุทธิ์อย่างถอนรากถอนโคน หนุ่มสาวชาวจีนหลายคนจึงหันหน้าเข้าหาลัทธิคอมมิวนิสต์นิยม เพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรมทางสังคมให้กับชาติพันธุ์ของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ในช่วงกลางปี 1948 จีน เป็ง พร้อมกับสมาชิกทั้งหมดของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้ตัดสินใจใช้วิธีการต่อสู้กับอังกฤษด้วยการใช้อาวุธและกองกำลัง 10,000 คน ต่อกองกำลังอังกฤษ 70,000 คน ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนกระทั่งกลุ่มคอมมิวนิสต์มลายาถูกไล่ต้อนออกจากเขตแดนมลายา ต่อมาเมื่อมลายาได้รับเอกราช และได้ชื่อว่าเป็นประเทศมาเลเซีย ขบวนการคอมมิวนิสต์มลายาก็ได้อ่อนกำลังลง
แต่สิ่งที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษทิ้งไว้ก่อนการให้เอกราชแก่มาเลเซียคือ อังกฤษประกาศแก่ชาวมลายูและกลุ่มคนในมลายาว่า ชาวจีนเป็นพวกหัวรุนแรงและโหดเหี้ยม
ส่งผลให้รัฐบาลมาเลเซียได้มีนโยบายปราบปรามโจรจีนคอมมิวนิสต์อย่างหนัก จีน เป็ง และพวกทั้งหมดต้องอยู่กันอย่างหลบๆ ซ่อนๆ จีน เป็งเองก็ได้หลบหนีกลับไปยังจีน ก่อนที่จะนำพวกทั้งหมดหลบหนีมากบดานอยู่ทางภาคใต้ของไทย ความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดได้มีการลงนามสันติภาพระหว่างโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายาและรัฐบาลมาเลเซียในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี 1989 ณ โรงแรมลีการ์เด้น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา การจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์มลายาในมุมนี้ ชี้ให้เห็นภาพสะท้อนที่รัฐบาลพยายามถ่ายทอดถึงแนวความคิดของคนจีนในอดีตที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ และอาจเป็นการปลูกจิตสำนึก รวมไปถึงการสร้างความตระหนักว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์ไม่สามารถนำมาปรับใช้ร่วมกับความเป็นมลายูได้
เขียนโดย นางสาวทรงอัปสร บูจิ
นักวิชาการสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
https://thaipublica.org/2013/09/chin-peng/