“หากผู้เรียนรู้สึกไว้ใจครูมากแค่ไหน สังคมการเรียนรู้ก็น่าจะมีมากขึ้นเท่านั้น”
สังคมปัจจุบันสะท้อนค่านิยมด้านการศึกษาในแง่วิชาการแต่เพียงด้านเดียว ดังเห็นได้จากการพัฒนา “ธุรกิจการศึกษา” ตามศูนย์การค้าชื่อดัง ณ หัวเมืองทั่วประเทศ ที่มีเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติวางอนาคตของตัวเองไว้เป็นเดิมพันมากมาย ทว่าการพัฒนามนุษย์ด้วยการศึกษานั้น มิได้มีแต่เพียงด้านวิชาการ หากแต่ต้องมีการพัฒนาทางด้านจิตใจด้วย ซึ่งปัจจัยหลักในการพัฒนาทางด้านจิตใจคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้เรียน (Birch & Ladd, 1998; Raider-Roth, 2005; Giles, 2008; Bruney, 2012) นอกจากนี้บทบาทที่สำคัญมากของสัมพันธภาพระหว่างครูและผู้เรียนคือการส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญาและสังคม (Brophy, 1998; Davis, 2001) และหากเมื่อกล่าวถึงบุคคลสำคัญที่เกี่ยวของกับกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีนี้ นั่นก็คือ“ครูและผู้เรียน”
“ครู” ผู้ที่มีอิทธิพลมากสำหรับผู้เรียน กล่าวคือการปฏิบัติการสอนของครู มีอิทธิพลทางอ้อมต่อพัฒนาทางด้านสติปัญญาและสังคมของผู้เรียน โดยส่งผ่านความผูกพันและสร้างความเข้มแข็งต่อการเผชิญอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตของผู้เรียน เสริมสร้างให้พวกเขามีทักษะในการแก้ไขปัญหา ซึ่งมีความสอดคล้องกับทฤษฎี Social cognitive theory ของ Bandura ที่กล่าวว่า “ผู้เรียนจะมีทักษะเพิ่มขึ้นจากการสังเกตบุคคลที่ใกล้ชิด” (Bandura, 1986) ดังนั้น ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนครูนับเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เอื้อการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน
ผู้เรียน หมายถึง ผู้ที่ศึกษาวิชาความรู้ ส่วนหนึ่งคือการได้รับการถ่ายทอดจากครูและต่อยอดด้วยการพัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้ความรู้ยังคงอยู่อย่างถาวร
ดังนั้น การพัฒนาชีวิตผู้เรียนด้วยการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและผู้เรียน เพื่อเป็นบันไดในการพัฒนาด้านวิชาการและด้านสังคมให้บรรลุเป้าหมายในทุกมิติ ซึ่งตรงกับพระบรมราโชวาทเมื่อปี พ.ศ. 2523 ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ว่า “ให้ครูรักเด็ก เด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กนักเรียนที่เก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี”
ผู้เขียนได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้เรียนเป็นปัจจัยที่มีประสิทธิสูงอยู่ในอันดับต้น ในการพัฒนาการศึกษา (Hattie, 2012)
ซึ่งผลของการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีของครูและผู้เรียนนำไปสู่ผลดีต่าง ๆ เช่น ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน ส่งผลให้มีความสุขเมื่อได้ไปโรงเรียน ทั้งยังลดความรู้สึกที่โดดเดี่ยวและทำให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น (Birch & Ladd, 1998; Raider-Roth, 2005; Giles, 2008; Bruney ,2012)
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและผู้เรียนให้เกิดขึ้นได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากทั้ง 2 ฝ่ายเปิดใจซึ่งกันและกันยอมรับในสถานะซึ่งกันและกัน ซึ่งบันไดที่จะนำไปสู่ความเข้าใจของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ต้องเริ่มจากการที่มีผู้เริ่มก่อน…“ครู” ผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิจึงเป็นผู้ที่ควรเปิดใจเพื่อยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์อันเป็นลักษณะที่พบได้ในผู้เรียนทุกคน ครูจึงต้องค่อย ๆ ใช้เวลาเพื่อให้ผู้เรียนได้ปรับตัวและระลึกอยู่เสมอว่า พฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกมาทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม อาจจะไม่ใช่ความคิดทั้งหมดของพวกเขาก็ได้ ทั้งนี้ความแตกต่างที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากช่องทางการรับข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนทันเหตุการณ์ มีแนวคิดที่แตกต่างและมีความเป็นตัวของตัวเอง โดยขาดการพิจารณาอย่างรอบด้านและขาดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
การสร้างความศรัทธาจึงมีบทบาทสำคัญในการสานสัมพันธ์ดังกล่าว เพื่อเพิ่มให้ผู้เรียนมีการพิจารณาอย่างรอบด้านและคิดอย่างมีวิจารณญาณ ครูจึงต้องทำให้ผู้เรียนเห็นว่าครูมีความสามารถที่จะสอนและเป็นแบบอย่างได้ กล่าวคือการสร้างสัมพันธภาพที่น่าเชื่อถือของครูนั่นเอง การเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจ การมีไมตรีจิต อันจะทำให้ผู้เรียนกล้าปรึกษาด้วยความเคารพและศรัทธาด้วยความรักและจริงใจ เมื่อเวลาผ่านไปในอนาคต หากครูต้องสั่งสอนผู้เรียนด้วยการตำหนิ ผู้เรียนจะสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุที่ครูตำหนิเพราะห่วงใย การที่ครูมีความจริงใจกับผู้เรียนจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและผู้เรียนซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้เกิดการที่ผู้เรียนไว้ใจครู ทำให้บรรยากาศทั้งในและนอกห้องเรียน เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งผลต่อความฉลาดทางด้านอารมณ์ของผู้เรียนอีกด้วย (Bruney, 2012)
“การสร้างความรักและความไว้ใจอันไม่มีเงื่อนไข ให้เกิดขึ้นระหว่างครูและผู้เรียน คือกุญแจดอกสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป”
อาจารย์ธงชัย พรหมจรรย์
สำนักวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
สังคมปัจจุบันสะท้อนค่านิยมด้านการศึกษาในแง่วิชาการแต่เพียงด้านเดียว ดังเห็นได้จากการพัฒนา “ธุรกิจการศึกษา” ตามศูนย์การค้าชื่อดัง ณ หัวเมืองทั่วประเทศ ที่มีเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติวางอนาคตของตัวเองไว้เป็นเดิมพันมากมาย ทว่าการพัฒนามนุษย์ด้วยการศึกษานั้น มิได้มีแต่เพียงด้านวิชาการ หากแต่ต้องมีการพัฒนาทางด้านจิตใจด้วย ซึ่งปัจจัยหลักในการพัฒนาทางด้านจิตใจคือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้เรียน (Birch & Ladd, 1998; Raider-Roth, 2005; Giles, 2008; Bruney, 2012) นอกจากนี้บทบาทที่สำคัญมากของสัมพันธภาพระหว่างครูและผู้เรียนคือการส่งผลต่อการพัฒนาทางด้านสติปัญญาและสังคม (Brophy, 1998; Davis, 2001) และหากเมื่อกล่าวถึงบุคคลสำคัญที่เกี่ยวของกับกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีนี้ นั่นก็คือ“ครูและผู้เรียน”
“ครู” ผู้ที่มีอิทธิพลมากสำหรับผู้เรียน กล่าวคือการปฏิบัติการสอนของครู มีอิทธิพลทางอ้อมต่อพัฒนาทางด้านสติปัญญาและสังคมของผู้เรียน โดยส่งผ่านความผูกพันและสร้างความเข้มแข็งต่อการเผชิญอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตของผู้เรียน เสริมสร้างให้พวกเขามีทักษะในการแก้ไขปัญหา ซึ่งมีความสอดคล้องกับทฤษฎี Social cognitive theory ของ Bandura ที่กล่าวว่า “ผู้เรียนจะมีทักษะเพิ่มขึ้นจากการสังเกตบุคคลที่ใกล้ชิด” (Bandura, 1986) ดังนั้น ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนครูนับเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เอื้อการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน
ผู้เรียน หมายถึง ผู้ที่ศึกษาวิชาความรู้ ส่วนหนึ่งคือการได้รับการถ่ายทอดจากครูและต่อยอดด้วยการพัฒนาตนเองอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้ความรู้ยังคงอยู่อย่างถาวร
ดังนั้น การพัฒนาชีวิตผู้เรียนด้วยการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและผู้เรียน เพื่อเป็นบันไดในการพัฒนาด้านวิชาการและด้านสังคมให้บรรลุเป้าหมายในทุกมิติ ซึ่งตรงกับพระบรมราโชวาทเมื่อปี พ.ศ. 2523 ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ว่า “ให้ครูรักเด็ก เด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กนักเรียนที่เก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี”
ผู้เขียนได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้เรียนเป็นปัจจัยที่มีประสิทธิสูงอยู่ในอันดับต้น ในการพัฒนาการศึกษา (Hattie, 2012)
ซึ่งผลของการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีของครูและผู้เรียนนำไปสู่ผลดีต่าง ๆ เช่น ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน ส่งผลให้มีความสุขเมื่อได้ไปโรงเรียน ทั้งยังลดความรู้สึกที่โดดเดี่ยวและทำให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น (Birch & Ladd, 1998; Raider-Roth, 2005; Giles, 2008; Bruney ,2012)
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและผู้เรียนให้เกิดขึ้นได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากทั้ง 2 ฝ่ายเปิดใจซึ่งกันและกันยอมรับในสถานะซึ่งกันและกัน ซึ่งบันไดที่จะนำไปสู่ความเข้าใจของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ต้องเริ่มจากการที่มีผู้เริ่มก่อน…“ครู” ผู้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิจึงเป็นผู้ที่ควรเปิดใจเพื่อยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์อันเป็นลักษณะที่พบได้ในผู้เรียนทุกคน ครูจึงต้องค่อย ๆ ใช้เวลาเพื่อให้ผู้เรียนได้ปรับตัวและระลึกอยู่เสมอว่า พฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกมาทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม อาจจะไม่ใช่ความคิดทั้งหมดของพวกเขาก็ได้ ทั้งนี้ความแตกต่างที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากช่องทางการรับข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนทันเหตุการณ์ มีแนวคิดที่แตกต่างและมีความเป็นตัวของตัวเอง โดยขาดการพิจารณาอย่างรอบด้านและขาดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
การสร้างความศรัทธาจึงมีบทบาทสำคัญในการสานสัมพันธ์ดังกล่าว เพื่อเพิ่มให้ผู้เรียนมีการพิจารณาอย่างรอบด้านและคิดอย่างมีวิจารณญาณ ครูจึงต้องทำให้ผู้เรียนเห็นว่าครูมีความสามารถที่จะสอนและเป็นแบบอย่างได้ กล่าวคือการสร้างสัมพันธภาพที่น่าเชื่อถือของครูนั่นเอง การเป็นแบบอย่างที่ดีนั้นต้องอาศัยความเข้าใจ การมีไมตรีจิต อันจะทำให้ผู้เรียนกล้าปรึกษาด้วยความเคารพและศรัทธาด้วยความรักและจริงใจ เมื่อเวลาผ่านไปในอนาคต หากครูต้องสั่งสอนผู้เรียนด้วยการตำหนิ ผู้เรียนจะสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าเหตุที่ครูตำหนิเพราะห่วงใย การที่ครูมีความจริงใจกับผู้เรียนจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและผู้เรียนซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้เกิดการที่ผู้เรียนไว้ใจครู ทำให้บรรยากาศทั้งในและนอกห้องเรียน เป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งผลต่อความฉลาดทางด้านอารมณ์ของผู้เรียนอีกด้วย (Bruney, 2012)
“การสร้างความรักและความไว้ใจอันไม่มีเงื่อนไข ให้เกิดขึ้นระหว่างครูและผู้เรียน คือกุญแจดอกสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป”
อาจารย์ธงชัย พรหมจรรย์
สำนักวิชาศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
Facebook Comments Box