ที่มา : ฝ่ายเภสัชกรรม รพ.ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายกัดผู้ที่ติดเชื้อแล้วไปกัดผู้อื่น เชื้อจะสามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยมักพบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม
องค์การอนามัยโลกได้จำแนกกลุ่มอาการของโรคไข้เลือดออกเป็น 4 ประเภทหลัก
1.อาการที่คล้ายกับการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น มักมีอาการไข้ 2 – 3 วัน หรืออาจพบผื่นนูนราบร่วมด้วยได้ มักพบในทารกหรือเด็กเล็ก
2.ไข้เดงกี เป็นลักษณะอาการที่ไม่รุนแรง มักพบว่าผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก มีผื่น หรืออาจพบจุดเลือดออกตามผิวหนัง
3.ไข้เลือดออกเดงกี มีไข้สูงร่วมกับอาการเลือดออก ตับโต หรือในรายที่รุนแรงผู้ป่วยอาจมีภาวะช็อก
4.ไข้เดงกีที่มีอาการแปลกออกไป ซึ่งส่วยใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการทางสมอง ไตวาย ตับวาย เนื่องจากอยู่ในภาวะช็อกเป็นเวลานานและมีตับวายร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม
อาการเบื้องต้นที่ประชาชนสามารถสังเกตอาการได้ที่บ้าน
1.ไข้สูงลอยมากกว่า 2 วัน
2.ปวดศีรษะ
3.ปวดกล้ามเนื้อ
4.มีผื่นขึ้นทั่วผิวหนัง
5.คลื่นไส้อาเจียน
6.มีเลือดออกผิดปกติ เช่น อุจจาระมีสีดำหรือมีเลือดปน
การป้องกันโรคไข้เลือดออก
1.การป้องกันยุงกัด ได้แก่ ทายากันยุง นอนในมุ้ง ให้เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
2.การจัดการภาชนะหรือสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และการใช้สเปรย์กระป๋องฉีดพ่นกำจัดยุงลายในบ้าน
3.การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นไข้เลือดออกรุนแรง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง โรคอ้วน โดยสามารถพิจารณาฉีดได้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน จำนวน 2 เข็ม ที่ 0 และ 3 เดือน
อย่างไรก็ตามวัคซีนไข้เลือดออก มีข้อห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น ผู้ป่วยโรคติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายอวัยวะ เป็นต้น
การรักษาโรคไข้เลือดออก
ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี ดังนั้นจึงเป็นโรคที่ต้องให้การรักษาตามอาการ โดยมีหลักการดูแลรักษาโรคไข้เลือดออกเบื้องต้น ดังนี้
1.พักผ่อนให้เพียงพอ
2.หากมีไข้ให้รับประทานยาพาราเซตามอลหรือเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ห้ามรับประทานยาประเภท NSAIDs และ Steroids เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟ่น โดยเด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้อาจะทำให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติในทางเดินอาหาร เกิดภาวะตับ/ไตวานเฉียบพลัน
3.ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีดำ แดง น้ำตาล
4.การให้สารน้ำทดแทนในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม โดยการดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้แทนน้ำเปล่า
5.หากมีอาการที่เป็นสัญญาณเตือน (Warning sign) ว่าเข้าสู่ระยะวิกฤติ ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันที ได้แก่
-ไข้ลดลงแต่อาการไม่ดีขึ้น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระสับกระส่าย
-ปวดท้องหรืออาเจียนมากกว่า 3 ครั้ง/วัน
-หน้ามืด จะเป็นลม เวียนศีรษะ หรือมือและเท้าเย็น ซึมลง
-ปัสสาวะลดลงหรือไม่มีปัสสาวะใน 4 – 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
-เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อุจจาระสีดำ อาเจียนเป็นเลือด ปัสสาวะสีน้ำตาลเข้มหรือดำ


[2]. CIMjournal. General Immunization Practices [Internet]. 2026 Mar 26 [cited 2026 Aug 5]. Available from: https://cimjournal.com/idv-article/immunization-2/