การบริจาคเป็นการแสดงเจตนาที่ผู้บริจาคต้องการมอบเงิน ทรัพย์สิน หรือสิ่งของให้แก่บุคคลหรือหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เช่น การศึกษา การแพทย์ การศาสนา การกีฬา การช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวเข้าสู่ระบบของหน่วยงานแล้ว ย่อมมิใช่เรื่องของ “ผู้ให้” และ “ผู้รับ” เพียงสองฝ่ายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายภาษี การบัญชี การควบคุมภายใน ตลอดจนความรับผิดชอบในการนำเงินไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคด้วย
ความหมายของการบริจาคตามกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 การให้ คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า “ผู้ให้” โอนทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้รับ” โดยผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น การบริจาคจึงมีลักษณะสำคัญคือ ผู้ให้โอนทรัพย์สินให้โดยสมัครใจและไม่ได้รับค่าตอบแทนในลักษณะของการซื้อขายหรือการให้บริการ
แม้โดยทั่วไปประชาชนจะเรียกว่า “เงินบริจาค” แต่ในทางกฎหมายต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบด้วย หากผู้ให้ได้รับสินค้าหรือบริการเป็นการตอบแทนอย่างชัดเจน เงินดังกล่าวอาจไม่ใช่เงินบริจาคที่แท้จริง แต่อาจเป็นรายได้ ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือเงินสนับสนุนตามสัญญา ซึ่งมีผลทางบัญชีและภาษีแตกต่างกัน
การบริจาคสามารถทำได้ทั้งในรูปของเงินสด เงินโอน ที่ดิน อาคาร วัสดุ ครุภัณฑ์ หรือทรัพย์สินอื่น แต่การให้ทรัพย์สินบางประเภทต้องดำเนินการตามแบบที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างเช่น การให้ที่ดินต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นการให้ย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น หน่วยงานที่ได้รับบริจาคทรัพย์สินจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะมูลค่าของสิ่งที่ได้รับ แต่ต้องตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ภาระผูกพัน สภาพทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และเงื่อนไขของผู้บริจาคให้ครบถ้วนด้วย
เงินบริจาคทุกประเภทลดหย่อนภาษีได้หรือไม่
คำตอบคือ “ไม่ใช่ทุกกรณี” สิทธิในการหักลดหย่อนภาษีขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้รับบริจาค ประเภทของการบริจาค วิธีการบริจาค หลักฐาน และเงื่อนไขตามกฎหมายภาษีในช่วงเวลานั้น การบริจาคให้แก่บุคคลทั่วไป กลุ่มบุคคล หรือองค์กรที่มิได้รับการรับรองตามกฎหมายภาษี อาจเป็นการให้ที่สมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่ง แต่ผู้บริจาคอาจไม่มีสิทธินำไปลดหย่อนภาษี
สำหรับบุคคลธรรมดา ประมวลรัษฎากร มาตรา 47(7) กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหักลดหย่อนเงินบริจาค โดยการบริจาคทั่วไปให้แก่หน่วยงานหรือองค์การที่กฎหมายกำหนด สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นตามลำดับที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ต้องตรวจสอบด้วยว่าผู้รับบริจาคอยู่ในรายชื่อหรือประเภทที่กรมสรรพากรรับรองหรือไม่
ส่วนการบริจาคบางประเภท เช่น การบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา การแพทย์ หรือกองทุนที่กฎหมายกำหนด อาจได้รับสิทธิหักลดหย่อนเป็นพิเศษ เช่น หักได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาค แต่สิทธิดังกล่าวมักมีระยะเวลาบังคับใช้ มีเพดานการหัก และมีเงื่อนไขให้ดำเนินการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ จึงควรตรวจสอบประกาศหรือพระราชกฤษฎีกาที่ใช้บังคับในปีภาษีนั้นทุกครั้ง ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ประกาศขยายมาตรการภาษีสำหรับการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการกีฬาผ่านระบบ e-Donation ผู้บริจาคจึงควรตรวจสอบว่าหน่วยรับบริจาคและรายการบริจาคเข้าเงื่อนไขของมาตรการหรือไม่ ก่อนนำไปใช้สิทธิทางภาษี กรมสรรพากร: แถลงข่าวมาตรการภาษีปี 2569
สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การบริจาคโดยทั่วไปถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เว้นแต่เป็นรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ รวมถึงการศึกษาและการกีฬา ตามประเภทและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) กำหนดเพดานการหักรายจ่ายไว้ตามสัดส่วนของกำไรสุทธิ ดังนั้น บริษัทที่บริจาคเงินหรือทรัพย์สินควรตรวจสอบทั้งสถานะของผู้รับบริจาค มูลค่าทรัพย์สิน หลักฐานการได้มา หลักฐานการส่งมอบ และข้อจำกัดทางภาษีก่อนบันทึกเป็นรายจ่าย กรมสรรพากร: เงื่อนไขตามมาตรา 65 ตรี
กติกา e-Donation ที่ต้องรู้ตั้งแต่ปี 2569
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การบริจาคให้แก่วัดวาอาราม มูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์การต่าง ๆ ตามประเภทที่กรมสรรพากรกำหนด หากผู้บริจาคประสงค์จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ต้องมีข้อมูลการบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การมีเพียงใบอนุโมทนาบัตรหรือใบรับเงินในรูปแบบกระดาษอาจไม่เพียงพอสำหรับการใช้สิทธิในกรณีที่ถูกกำหนดให้ใช้ข้อมูลจากระบบ e-Donation เท่านั้น กรมสรรพากร: หลักเกณฑ์ e-Donation ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569
ผู้บริจาคจึงควรแจ้งเลขประจำตัวประชาชนหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ถูกต้อง ตรวจสอบชื่อหน่วยรับบริจาค จำนวนเงิน และวันที่บริจาค รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลในระบบ D-MyTax หรือระบบตรวจสอบเงินบริจาคของกรมสรรพากรก่อนยื่นแบบแสดงรายการภาษี กรมสรรพากร: บริการตรวจสอบเงินบริจาคและค่าลดหย่อน
ในทางกลับกัน หน่วยงานผู้รับบริจาคต้องจัดให้มีระบบบันทึกและนำส่งข้อมูลที่ถูกต้อง หากรับเงินผ่านบัญชีธนาคารที่เชื่อมต่อกับ e-Donation ต้องตรวจสอบการผูกบัญชีและข้อมูลผู้บริจาค หากรับเงินสด หน่วยงานต้องบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนด การบันทึกชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี หรือจำนวนเงินผิดพลาด อาจทำให้ผู้บริจาคไม่สามารถใช้สิทธิได้ หรือทำให้ต้องดำเนินการแก้ไขข้อมูลในภายหลัง
หน้าที่ของหน่วยงานที่รับบริจาค
เมื่อหน่วยงานตอบรับการบริจาคแล้ว เงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับควรถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้บริจาคระบุไว้ หากผู้บริจาคกำหนดให้ใช้เพื่อการศึกษา ทุนการศึกษา งานวิจัย การจัดซื้ออุปกรณ์ หรือกิจกรรมใดโดยเฉพาะ หน่วยงานไม่ควรนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นโดยพลการ เพราะอาจขัดต่อเจตนาของผู้บริจาค ระเบียบของหน่วยงาน หรือเงื่อนไขในการรับบริจาค
ก่อนรับบริจาค หน่วยงานควรพิจารณาอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่
ผู้บริจาคเป็นใคร และทรัพย์สินที่นำมาบริจาคมีแหล่งที่มาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
วัตถุประสงค์และเงื่อนไขของการบริจาคมีความชัดเจนหรือไม่
ผู้มีอำนาจของหน่วยงานได้อนุมัติหรือให้ความเห็นชอบตามระเบียบแล้วหรือไม่
หน่วยงานสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ได้จริงหรือไม่
มีค่าใช้จ่าย ภาระผูกพัน หรือความเสี่ยงระยะยาวจากการรับทรัพย์สินนั้นหรือไม่
หลังจากรับบริจาคแล้ว ควรออกหลักฐานรับเงินหรือหนังสือตอบรับ บันทึกรายการในระบบบัญชีและระบบ e-Donation จัดทำทะเบียนคุมเงินหรือทรัพย์สิน แยกติดตามตามวัตถุประสงค์ และรายงานผลการใช้เงินให้ผู้มีอำนาจหรือผู้บริจาคทราบตามความเหมาะสม
สำหรับหน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัยของรัฐ หรือหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ การรับและใช้เงินบริจาคยังต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ข้อบังคับ ระเบียบการเงิน การบัญชี การพัสดุ และการควบคุมภายในของหน่วยงานนั้นด้วย การได้รับเงินบริจาคไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานสามารถใช้จ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอนุมัติ หากระเบียบกำหนดให้ต้องนำเงินเข้าระบบงบประมาณ จัดทำโครงการ หรือขออนุมัติเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ หน่วยงานผู้รับผิดชอบต้องดำเนินการให้ครบถ้วนก่อนก่อหนี้ผูกพันหรือเบิกจ่าย
ในกรณีของหน่วยงานภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เงินบริจาคอาจอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรือได้รับยกเว้นในบางกรณีตามมาตรา 7 โดยต้องพิจารณาแหล่งเงิน เงื่อนไขของผู้บริจาค และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ การได้รับยกเว้นจากกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างมิได้หมายความว่าจะดำเนินการโดยไม่มีหลักเกณฑ์ แต่ยังต้องมีระบบควบคุมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามระเบียบของหน่วยงาน พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
ข้อควรระวังเกี่ยวกับเงินบริจาค
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย คือ การออกใบรับบริจาคทั้งที่รายการนั้นมีลักษณะเป็นค่าบริการ การรับเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ การรับครุภัณฑ์โดยไม่ตรวจสอบสภาพและภาระค่าบำรุงรักษา การระบุชื่อผู้บริจาคหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่ถูกต้อง และการแจ้งแก่ผู้บริจาคว่าใช้ลดหย่อนภาษีได้โดยที่หน่วยงานยังไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย
อีกประเด็นหนึ่งคือ “เงินบริจาคแบบมีเงื่อนไข” หากเงื่อนไขของผู้บริจาคขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน แทรกแซงการตัดสินใจ หรือก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หน่วยงานมีสิทธิปฏิเสธการรับบริจาคได้ การรับเงินจำนวนมากไม่ควรแลกกับการยอมรับเงื่อนไขที่ทำให้หน่วยงานสูญเสียความเป็นอิสระหรือเสี่ยงต่อความเสียหายในอนาคต
สรุป
เงินบริจาคเป็นทรัพยากรที่ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ แต่การบริหารเงินบริจาคที่ดีต้องประกอบด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย ความโปร่งใส และการเคารพเจตนาของผู้บริจาค ผู้บริจาคควรตรวจสอบว่าหน่วยรับบริจาคมีสถานะที่ใช้สิทธิทางภาษีได้หรือไม่ และข้อมูลถูกบันทึกผ่านระบบ e-Donation อย่างถูกต้อง ส่วนหน่วยงานผู้รับบริจาคต้องมีขั้นตอนตั้งแต่การพิจารณารับ การออกหลักฐาน การนำเงินเข้าสู่ระบบ การอนุมัติใช้จ่าย การจัดซื้อจัดจ้าง และการรายงานผลที่ตรวจสอบได้
กล่าวโดยสรุป “การรับบริจาค” กับ “การใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” เป็นคนละเรื่องกัน การรับบริจาคอาจสมบูรณ์ตามกฎหมายแพ่ง แต่จะนำไปลดหย่อนภาษีได้ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น การตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบก่อนดำเนินการจึงช่วยคุ้มครองทั้งผู้บริจาค ผู้รับบริจาค และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ดีที่สุด
หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงกฎหมายและข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่เผยแพร่และใช้บังคับ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 หลักเกณฑ์ทางภาษีและมาตรการหักลดหย่อนพิเศษอาจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ใช้สิทธิควรตรวจสอบประกาศของกรมสรรพากรและระเบียบเฉพาะของหน่วยงานอีกครั้งก่อนดำเนินการ
เรียบเรียงโดย : ว่าที่ร้อยตรีเสกมนต์ หม่อมวิญญา : ส่วนแผนงานและยุทธศาสตร์