เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป บทบาทและความสำคัญของ “นกพิราบ” ก็เปลี่ยนไปจากอดีตกาลอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน ในยุคปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึง นกพิราบ แทบไม่มีใครนึกถึง นกพิราบขาว อันเป็นสัตว์ตัวแทนแห่งสันติภาพ หรือ นกพิราบสื่อสาร ที่มีความสามารถในการจดจำเส้นทางอย่างน่าอัศจรรย์กันสักเท่าไหร่ ภาพจำของนกพิราบที่มีสีขนและลวดลายบนลำตัวที่สวยงาม รวมทั้งเสียงขันที่ไพเราะ ถูกแทนที่ด้วยความเป็นสัตว์พาหะนำโรคและตัวก่อความสกปรก จนกรุงเทพมหานครและอีกหลายจังหวัด ต้องเข้มงวดในการบังคับใช้กฏหมายกับผู้ที่เลี้ยงหรือให้อาหารนกพิราบในที่สาธารณะอย่างจริงจัง
นกพิราบ (Rock Pigeon) มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป แอฟริกาเหนือ และเอเชียตะวันตก ด้วยความสามารถในการบินระยะไกล และการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่แปลกใหม่ได้ดี ทำให้นกพิราบสามารถย้ายถิ่นฐานแพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก และถึงแม้นกพิราบจะเป็นสัตว์ที่มีคู่ครองเพียงตัวเดียวตลอดอายุขัย แต่การขยายพันธุ์ของมันก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในเขตเมืองและชนบท เป็นเหตุให้ต้องมีการจัดระเบียบการมีอยู่ของนกชนิดนี้อย่างจริงจัง ณ ปัจจุบัน เฉพาะในเขตเมืองของประเทศไทย มีปริมาณนกพิราบกว่า 10 ล้านตัว ซึ่งเมื่อเทียบกับอายุขัยของนกที่มีไม่ต่ำกว่า 5 ปีนั้น ก็เป็นที่น่าวิตกว่า ปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรนกพิราบจะทำให้ยากแก่การควบคุม เพราะนกพิราบแทบไม่มีศัตรูทางธรรมชาติใด ๆ และการกำจัดก็ทำได้ไม่ง่ายนัก
อะไรเป็นเหตุให้ “นกพิราบ” ไม่เป็นที่ต้องการ
1. นกพิราบเป็นพาหะนำโรค
มีผลการศึกษาและงานวิจัยมากมายที่ยืนยันว่า นกพิราบ เป็นพาหะนำโรคที่น่ากลัว ซึ่งบนตัวนกพิราบนั้นเต็มไปด้วยไรและฝุ่น มูลของมันมีเชื้อโรคมากมาย ทั้งเชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย รวมทั้งเชื้อโรคอื่น ๆ ที่แฝงมากับพฤติกรรมความเป็นอยู่ของพวกมัน การขยับปีกบินในแต่ละครั้งสามารถแพร่กระจายฝุ่น ไร และเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นวงกว้าง ยิ่งหากคนเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ในละแวกเดียวกับนกพิราบก็สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้เอาได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในมูลนกพิราบ ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย ดังที่เว็บไซต์ของโรงพยาบาลเพชรเวช ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโรคจากนกพิราบเอาไว้อย่างน่าสนใจ เช่น
โรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis)
เกิดจากเชื้อรา Cryptococcus Neoformans ในมูลของนกพิราบ โรคนี้จะส่งผลกระทบต่อปอด ก่อนจะแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด ไปยังอวัยวะอื่น ๆ ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดศีรษะแบบเป็น ๆ หายๆ มองเห็นไม่ค่อยชัด เป็นไข้ ไอเป็นเลือด เลือดกำเดาไหลออกจมูก ในกรณีที่สมองติดเชื้อผู้ป่วยจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
เกิดจากการสูดดมละอองของมูลนกพิราบชนิดแห้ง รวมทั้งการสัมผัสมูลของนกพิราบ สามารถติดเชื้อผ่านระบบทางเดินอาหารได้ ผู้ป่วยมักจะมีไข้ ปวดศีรษะ ตาแพ้แสง หากติดจากเชื้อไวรัส อาการจะไม่รุนแรง สามารถรักษาด้วยการรับประทานยาได้ แต่หากติดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการจะรุนแรง เช่น ชัก หมดสติ เป็นอัมพาต สมองพิการ และเสียชีวิตได้
ไข้หวัดนก
เป็นการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอในสัตว์ปีก ปกติแล้วจะติดต่อกันระหว่างสัตว์เท่านั้น แต่บางสายพันธุ์สามารถแพร่เชื้อมาสู่คนได้ โดยเฉพาะไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป คือ เป็นไข้ ปวดศีรษะไอ คัดจมูก ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
โรคซิตตาโคซิส (Psittacosis) หรือ โรคไข้นกแก้ว
เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia Psittaci ผู้ป่วยมักจะมีอาการไม่รุนแรงมาก เช่น เป็นไข้ ปวดศีรษะ ไอแห้ง ปวดกล้ามเนื้อ อีกทั้งโรคไข้นกแก้วนี้ ยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคปอดบวม ซึ่งหากผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้
โรคปอดอักเสบ
โรคปอดอักเสบนี้เกิดจากการสูดดมเอาละอองสปอร์เชื้อรา Cryptococcus Neoformans เช่นเดียวกับโรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis) ส่งผลให้เกิดอาการติดเชื้อที่ปอดลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จนปอดเกิดการอักเสบในที่สุด ผู้ป่วยมักจะมีอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะแบบเป็น ๆ หาย ๆ วิงเวียนศีรษะ ปวดเบ้าตา อาเจียน และไอเป็นเลือด ปอดอักเสบจากการติดเชื้อราประเภทนี้อันตรายมาก หากมีการติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้
โรคซาลโมเนลโลสิส (Salmonellosis)
เกิดจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อนของเชื้อจากแบคทีเรียซาลโมเนลลา (Salmonella) โดยมีนกพิราบเป็นพาหะของโรค ผู้ป่วยมักจะมีอาการเป็นไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และขับถ่ายเป็นเลือด สามารถรักษาตามอาการด้วยตนเองได้
โรคฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis)
เกิดจากการติดเชื้อรา Histoplasma ซึ่งจะอยู่ในดินที่นกพิราบได้ถ่ายมูลทิ้งไว้ ผู้ป่วยที่ร่างกายปกติแข็งแรงมักจะไม่แสดงอาการ ซึ่งอาการที่แสดงมักจะเป็นไข้ ไอ และมีอาการล้า แต่ในกรณีผู้ติดเชื้อที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ส่งผลให้การติดเชื้อทวีความรุนแรงมากขึ้นได้
2. นกพิราบสร้างความสกปรก
การขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของนกพิราบ ทำให้ขนาดฝูงใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพฤติกรรมหนึ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากก็คือการขับถ่าย การคุ้ยเขี่ยขยะ การสะบัดขน หรือแม้แต่การสร้างรังวางไข่ ล้วนแต่เป็นปัญหาต่อบ้านเรือนและสิ่งแวดล้อมได้ทั้งสิ้น มูลนกพิราบนอกจากจะส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ และสกปรกเปรอะเปื้อนต่ออาคารสถานที่แล้ว มูลนกยังมีฤทธิ์กัดกร่อนโลหะ ทำลายสีรถยนต์ สีอาคารและสิ่งปลูกสร้าง รวมไปถึงสร้างความสกปรกต่อสระน้ำ สวนสาธารณะ วัดวาอาราม และสภาพแวดล้อมรายรอบอีกด้วย
3. นกพิราบก่อความรำคาญ
ถ้ามีนกพิราบมาสร้างรังวางไข่ในบ้านหรืออาคาร ปัญหาจะไม่จบแค่ความสกปรกที่เกิดขึ้นตามมาเท่านั้น แต่พฤติกรรมของตัวนกก็สร้างความรำคาญใจให้คนในบ้านได้แทบตลอดเวลาเช่นกัน ทั้งการส่งเสียงร้อง การบินไปมา และการตีกันเองภายในฝูงนก ล้วนก่อให้เกิดความรำคาญได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะนกพิราบตัวผู้ซึ่งมักจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว เราจะเห็นความดื้อเพ่งของมันได้เสมอ นกบางตัวพูดไม่ฟัง ไล่ไม่ไป ถึงขนาดยึดบ้านของเราเป็นฐานที่มั่นกันเลยทีเดียว ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจได้เช่นกัน
ถึงแม้ว่า นกพิราบ จะเป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญ และคิดหาวิธีการมากมายเพื่อลดการขยายพันธุ์ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้สำเร็จในระยะเวลาอันใกล้ การแจ้งเตือนห้ามให้อาหารนกโดยเด็ดขาด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 25,000 บาท และ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มีโทษปรับ 2,000 บาท ที่มีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลายผ่านสื่อต่าง ๆ ก็ยังคงมีการลักลอบกระทำความผิด โดยเฉพาะการลักลอบจำหน่ายอาหารนกพิราบให้กับนักท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งยังมีให้พบเห็นอยู่เสมอ
เมื่อคุณสมบัติเฉพาะตัวของ “นกพิราบ” ไม่ได้เป็นประโยชน์อย่างเช่นในอดีต และการมีอยู่ของพวกมัน ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย เราในฐานะประชาชนผู้ซึ่งอาจได้รับผลกระทบในสักวันต้องตอบโจทย์แล้วว่า จะทำอย่างไรกับการมีอยู่ของนกพิราบ และเราต้องระมัดระวังป้องกันตนเองอย่างไร ถึงจะปลอดภัยจากสารพัดปัญหาเหล่านี้
อ้างอิง
1. โรงพยาบาลเพชรเวช. ป้องกันเชื้อโรคจากนกพิราบ เพื่อความปลอดภัยต่อสมอง [เว็บไซต์]. 2565, แหล่งที่มา: www.petcharavejhospital.com [30 พฤษภาคม 2567]
2. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. “นกพิราบ” พาหะนำโรค แค่กระพือปีกก็น่ากลัว [เว็บไซต์]. 2561, แหล่งที่มา: https://www.thaihealth.or.th [30 พฤษภาคม 2567]