สมรสเท่าเทียม (Marriage Equality) คือ การสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ไม่จำกัดเฉพาะชายและหญิงเท่านั้น มีการปรับรายละเอียดจากคำว่า “ชาย–หญิง” เป็นคำว่า “บุคคล” และ “คู่สมรส” ซึ่งมีความหมายที่ครอบคลุมทุกเพศสภาพมากกว่า โดยสมรสเท่าเทียมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรักระหว่างบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าของสังคมที่ให้คุณค่าแก่ความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ ปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่ให้การรับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 โดยเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการมอบสิทธิให้กับทุกเพศสภาพสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย โดยตระหนักว่าไม่ว่าจะมีเพศสภาพ เพศวิถี และอัตลักษณ์ทางเพศแบบใด ก็มีสิทธิ์ในการสร้างครอบครัวที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมได้
ทั้งนี้กฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ประกาศใช้ในประเทศไทยวันที่ 23 มกราคม 2568 ทำให้คู่รักทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ และคู่สมรสที่จดทะเบียนจะมีสิทธิประโยชน์ในฐานะคู่สมรสของข้าราชการ เช่น สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล การเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ที่เดิมให้เฉพาะคู่สมรสต่างเพศเท่านั้น. การได้รับสิทธิเหล่านี้เป็นผลมาจากการที่กฎหมายให้สถานะคู่สมรสกับบุคคลทุกเพศอย่างเท่าเทียม ทำให้คู่รัก LGBTQ+ สามารถใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสของข้าราชการได้เช่นเดียวกับคู่สมรสต่างเพศ.
สมรสเท่าเทียมได้สิทธิอะไรบ้าง
- สิทธิการสมรสและการหมั้น
- สิทธิการรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน
- สิทธิการจัดการทรัพย์สินและหนี้สิน
- สิทธิการคุ้มครองและการดูแลจากรัฐ
- สิทธิจัดการทรัพย์สินของคู่สมรส
- สิทธิการรับบุตรบุญธรรม
- สิทธิการให้ความยินยอมต่อการรักษาพยาบาล
- สิทธิเป็นผู้จัดการแทนในทางอาญาเช่นเดียวกับคู่สมรส
- สิทธิในการรับมรดกเมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิต
- สิทธิการรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม
- สิทธิประโยชน์การเบิกจ่ายสวัสดิการจากรัฐในฐานะคู่สมรส
- สิทธิอื่นๆ ทางกฎหมายที่รับรองสิทธิของคู่สมรส
คู่สมรเท่าเทียมสามารถไปจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมได้ที่ สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักทะเบียนเขต และสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ เพื่อสิทธิ์ในการสร้างครอบครัวที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมได้
ที่มา
https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2846234
ผู้เขียน ปิยรัตน์ วันทอง