เมื่อพูดถึง “ดอกไม้” หลายคนอาจนึกถึงความสวยงามและการตกแต่ง แต่รู้หรือไม่ว่า ดอกไม้หลายชนิดสามารถรับประทานได้ และเป็นส่วนหนึ่งของอาหารไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นดอกแค ดอกขจร ดอกโสน ดอกอัญชัน หรือดอกสะเดา ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบที่พบได้ในเมนูพื้นบ้านทั่วทุกภูมิภาค
ปัจจุบัน ดอกไม้กินได้ (Edible Flowers) ได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในวงการอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy) และอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Foods) เนื่องจากมีสีสันสวยงาม กลิ่นหอมเฉพาะตัว เพิ่มมิติของรสชาติ และยังมีสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
ดอกไม้กินได้คืออะไร
ดอกไม้กินได้ หมายถึง ดอกของพืชที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยสำหรับการบริโภค และมีการใช้เป็นอาหารในวัฒนธรรมต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งรับประทานสด ปรุงสุก หรือใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่ม
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ดอกไม้ทุกชนิดจะรับประทานได้ ดอกไม้บางชนิดมีสารพิษตามธรรมชาติ หรืออาจทำให้เกิดอาการแพ้ ดังนั้น การเลือกดอกไม้ที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


รูปที่ 1: แสดงดอกแค ดอกไม้ที่สามารถรับประทานได้ และดอกยี่โถ เป็นดอกไม้ที่มีสารพิษ โดยเฉพาะสารกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อระบบหัวใจ ซึ่งดอกไม้ชนิดนี้รับประทานไม่ได้
ดอกไม้กินได้กับอาหารไทย
ประเทศไทยมีความหลากหลายของดอกไม้กินได้ และหลายชนิดเป็นส่วนหนึ่งของอาหารพื้นบ้านมาเป็นเวลานาน เช่น
ดอกแค – แกงส้ม แกงเลียง ลวกจิ้มน้ำพริก ดอกขจร – ผัดน้ำมันหอย แกงเลียง ไข่เจียวดอกขจร ดอกโสน – แกงส้ม ชุบแป้งทอด ดอกอัญชัน – เครื่องดื่ม ขนมไทย ข้าวสีธรรมชาติ ดอกสะเดา – รับประทานคู่ปลาดุกย่าง น้ำปลาหวาน ดอกเฟื่องฟ้า (เฉพาะพันธุ์ที่รับประทานได้) – ตกแต่งสลัดและของหวาน และ ดอกเข็ม (บางชนิด) – ใช้ตกแต่งหรือรับประทานสดในปริมาณเล็กน้อย
ในศาสตร์การประกอบอาหาร (Culinary Arts) ดอกไม้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตกแต่งจาน แต่ยังช่วยเพิ่มสี กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส ทำให้อาหารมีความน่าสนใจมากขึ้น รวมทั้งสามารถใช้เป็นส่วนประกอบของสลัด เครื่องดื่ม ชา ขนมหวาน ไซรัป เยลลี่ และเมนูสร้างสรรค์อื่น ๆ
คุณค่าทางโภชนาการและสารสำคัญ
งานวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศพบว่า ดอกไม้กินได้หลายชนิดเป็นแหล่งของ
- วิตามินซี
- วิตามินเอ (ในบางชนิด)
- ใยอาหาร
- แคลเซียม
- โพแทสเซียม
- แมกนีเซียม
- สารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compounds)
- ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids)
- แอนโทไซยานิน (Anthocyanins)
- แคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
สารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ และอาจมีบทบาทต่อการส่งเสริมสุขภาพเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่สมดุล
อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในห้องปฏิบัติการหรือการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี จึงยัง ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวอ้างว่าดอกไม้กินได้สามารถรักษาหรือป้องกันโรคได้โดยตรง ดังนั้น ควรมองดอกไม้กินได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีประโยชน์ มากกว่าการใช้แทนยา
ตัวอย่างดอกไม้กินได้ของไทย
แคบ้าน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesbania grandiflora (L.) Desv.
ชื่อสามัญ : Agasta, Sesban, Vegetable humming bird
วงศ์ : Leguminosae – Papilionoideae
ชื่ออื่น : แค แคบ้านดอกแดง แคขาว (ภาคกลาง) แคแดง (เชียงใหม่)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 3-6 เมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา ขรุขระ แตกเป็นสะเก็ด ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ใบย่อยรูปรีขอบขนาน กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 3-4 ซม. ปลายใบและโคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ 2-4 ดอก ดอกสีขาวหรือแดง มีกลิ่นหอม ก้านเกสรเพศผู้สีขาว 60 อัน ผล เป็นฝัก ยาว 8-15 ซม. ฝักแก่แตกเป็น 2 ซีก เมล็ดกลมแป้น สีน้ำตาล มีหลายเมล็ด


รูปที่ 2: แสดงดอกแค หรือแคบ้าน และเมนูยอดฮิต คือแกงส้มดอกแค
ดอกแคใช้เป็นดอกกินได้ในอาหารตามฤดูกาลของไทย และในชุดตัวอย่างงานวิจัยถูกบริโภคสด ต้ม หรือ นึ่ง มีคุณค่าทางโภชนาการและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมอาหารได้ หากจะใช้สดในสลัดหรือเครื่องเคียง ต้องล้างและเก็บเย็นเพื่อลดความเสี่ยงจุลินทรีย์ เหมาะกับแกงอ่อม แกงเลียง ยำผัก หรือเมนูผัด/ลวกที่ใช้ดอกไม้สดแบบครัวบ้าน
ข่าป่า
ชื่อวิทยาศาสตร์: Alpinia malaccensis (Burm. f.) Roscoe
ชื่อไทย: ข่าป่า
ชื่อสามัญ: –
ชื่อท้องถิ่น: กระวานโพธิสัตว์ (สุโขทัย)
ชื่อวงศ์: ZINGIBERACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ไม้ล้มลุก ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า มีข้อสั้น ๆ ลำต้นเทียมเหนือดินสูง 2-3 ม. มีใบประมาณ 10 ใบ เรียงสลับระนาบเดียว ขนาด 20 x 100-125 ซม. ใบรูปขนาน โคนสอบหรือรูปลิ่ม ขอบเรียบ ปลายเรียวแหลม ก้านใบยาวได้ถึง 3 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจะคล้ายช่อเชิงลด แทงออกที่ปลายลำต้นเทียม ช่อมีขนาด 2 x 15-38 ซม. ใบประดับช่อดอกเป็นกาบหุ้ม ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกลึกด้านเดียว ยาวประมาณ 3.5 ซม. ปลายแยกเป็นสามแฉก สีขาว รูปขอบขนานหรือรูปรีกว้าง ขนาด 2-2.8 x 5-5.5 ซม. กลีบปากมีลักษณะเกือบกลมสีขาวแกมสีเหลือง มีแถบลายเส้นและจุดประสีแดงตามแนวกลางกลีบ ปลายกลีบคล้ายรูปหัวใจกลับ ขนาด 7-7.5 x 5-7 ซม. ปลายสุดรูปแถบยื่นยาว ยาวประมาณ 1.5 ซม. กลีบคู่ข้างลดรูปเป็นติ่ง เกสรเพศผู้ยาวประมาณ 5 ซม. รังไข่ยาวประมาณ 8 มม. ผลแห้งแตกได้ รูปค่อนข้างกลม สีส้ม กลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ปลายผล ภายในมีหลายเมล็ด สีเทาหรือน้ำตาลอ่อน

รูปที่ 3: ข่าป่า
ดอกและช่อดอกอ่อน: นำไปลวกกินกับน้ำพริก หรือใส่ในแกงพื้นบ้านเพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอม นอกจากนี้หน่ออ่อนและแกนในลำต้น: นำมาลอกเปลือกนอกออก ใช้ต้มหรือลวกกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก มีรสเผ็ดร้อนเล็กน้อยและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เหง้า (หัวใต้ดิน)ยังมีการใช้เป็นเครื่องเทศแทนข่าบ้านได้ แต่กลิ่นจะมีความฉุนและร้อนแรงกว่านิยมนำมาสับหรือตำใส่ในพริกแกง เช่น แกงป่า แกงอ่อม หรือแกงเนื้อสัตว์เพื่อช่วยดับกลิ่นคาว
เนื่องจากข่าป่ามีน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีฤทธิ์ร้อนค่อนข้างสูง การกินในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนใน หรือระคายเคืองระบบทางเดินอาหารได้ จึงควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะเหมือนเครื่องเทศทั่วไป
พุดซ้อน
ชื่อท้องถิ่น: เคดถวา(เหนือ)/ แคถวา(เชียงใหม่)
ชื่อสามัญ: Cape jasmine/ Gardenia
ชื่อวิทยาศาสตร์: Gardenia jasminoides J.Ellis
ชื่อวงศ์ RUBIACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ลำต้น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 5 ม. ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม ค่อนข้างหนาทึบ เปลือกสีน้ำตาลดำ ใบ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ใบรูปไข่กลับถึงรูปใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 8-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมแรงตอนเย็นถึงเช้า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกซ้อน บิดเวียนเป็นเกลียว ดอกบานเต็มที่กว้าง 5-8 ซม. ผล ผลสด มีทั้งผลสั้นและยาว รูปไข่ถึงรูปแกมรูปขอบขนาน เมื่อแก่สีเหลือง ส้ม เมล็ดจำนวนมาก

รูปที่ 4: ดอกของพุดซ้อน ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมแรงตอนเย็นถึงเช้า
ดอกพุดซ้อน เหมาะกับเมนูที่ต้องการภาพลักษณ์ของดอกไม้แบบอาหารไทยพื้นถิ่น ในภาคเหนือมีข้อมูลการกินแบบสด ต้ม และนึ่งด้วย ตามสูตรท้องถิ่น ดอกพุดซ้อนเป็นหนึ่งในดอกไม้กินได้ที่ถูกศึกษาในไทยเพื่อดูสารพฤกษเคมีและคุณค่าทางอาหาร ถ้าจะใช้ตกแต่งจานแบบเสิร์ฟสด ควรใช้ดอกที่ปลอดสารและไม่มีการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชตามงานทบทวนด้านความปลอดภัย ดอกพุดซ้อนเหมาะกับขนมไทย เครื่องดื่ม และจานตกแต่งที่ต้องการความสวยงาม
นอกจากนี้ ผลและเมล็ดของต้นพุดซ้อนมีสารสีเหลืองทองชื่อ Gardenin (การ์ดินิน) และสารสีส้มแดงชื่อ Crocins (โครซิน) ในประเทศจีนและเอเชียตะวันออก นิยมนำผลพุดมาสกัดเพื่อใช้เป็นสีผสมอาหารสีเหลืองทอง เช่น การย้อมสีผิวด้านนอกของเต้าหู้แข็ง แต่งสีเครื่องดื่มสมุนไพร (เช่น น้ำเก๊กฮวย) หรือใส่ในขนมและเส้นก๋วยเตี๋ยว ดอกพุดซ้อนมีกลิ่นหอมหวาน นิยมนำมาใช้ในกระบวนการอบใบชา (โดยเฉพาะชาเขียวและชาขาว) เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมละมุน เช่นเดียวกับกรรมวิธีทำมะลิอบ
เสี้ยวดอกขาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia variegata L.
วงศ์: วงศ์ถั่ว (Fabaceae)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์: ลำต้น: ไม้ต้นผลัดใบ สูงได้ถึง 15 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลอ่อนถึงสีเทาแตกเป็นร่อง กิ่งอ่อนมีขนสั้นนุ่มปกคลุมใบ: เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่กว้างเกือบกลม กว้างประมาณ 6 – 18 เซนติเมตร ปลายใบเว้าตื้นและแยกออกเป็น 2 แฉก ปลายแฉกมนกลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจดอก: ออกเป็นช่อกระเช้าสั้นๆ ตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปไข่กลับ ดอกมีกลิ่นหอม สีโดยทั่วไปคือสีชมพูอมม่วงหรือสีขาว กลีบดอกด้านในมักมีริ้วสีเหลืองหรือสีแดงเข้ม ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 8 – 15 เซนติเมตรผล: เป็นฝักแห้งแตก ลักษณะแบน ฝักยาวประมาณ 15 – 30 เซนติเมตร ฝักอ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเมล็ดแบนกลมประมาณ 10 – 15 เมล็ด
เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง ที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในฐานะไม้ประดับที่ออกดอกขาวสะพรั่งสวยงาม และเป็น “ผักยืนต้น” ที่คนท้องถิ่นในภาคเหนือนิยมนำมารับประทานต้นไม้ชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ ตามท้องถิ่น เช่น นางอั้ว (เชียงใหม่) เปียงพะโก (สุโขทัย) การใช้ประโยชน์ทางการอาหารทุกส่วนของยอดอ่อนและดอกสามารถนำมาประกอบอาหารพื้นบ้านได้หลากหลายรสชาติ ดอกเสี้ยวสดนิยมนำไปต้มหรือลวกให้สุกเพื่อลดความฝาด จากนั้นนำมาทำ “ยำดอกเสี้ยว” ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวภาคเหนือและชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนาน หรือนำไปทำ ดอกเสี้ยวชุบแป้งทอด และใส่ในไข่เจียว ส่วนยอดอ่อนและใบอ่อนมีรสเปรี้ยวอมฝาดเล็กน้อย นิยมนำไปใส่ใน แกงหน่อไม้ แกงป่า หรือแกงเมืองใส่ปลาย่างและกุ้งแห้ง รวมถึงใช้ต้มจิ้มกินกับน้ำพริก ส่วนฝักอ่อนสามารถนำมาต้มจิ้มน้ำพริกหรือใส่ในแกงเผ็ดได้เช่นกัน
สำหรับสรรพคุณทางยาสมุนไพรนอกจากรสชาติที่ดีแล้ว เสี้ยวดอกขาวตามตำรับยาพื้นบ้านยังมีสรรพคุณดูแลสุขภาพหลายด้าน เช่น ส่วนของดอกมีรสสุขุม ช่วยดับพิษไข้ บรรเทาอาการปวดศีรษะ และแก้อาการเลือดออกตามไรฟัน แก่นและเปลือกต้นใช้ต้มดื่มช่วยแก้โรคบิด แก้ท้องเสีย และช่วยขับลมในลำไส้ ส่วนฝักแก่มีรสหวาน มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกบ่อย

รูปที่ 5: เสี้ยวดอกขาว สีของดอกอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์
ข้อดีของการใช้ดอกไม้กินได้ในอาหาร
การนำดอกไม้กินได้มาใช้ประกอบอาหารมีข้อดีหลายประการ ได้แก่
- เพิ่มสีสันจากธรรมชาติ ลดการใช้สีสังเคราะห์
- เพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
- เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ
- สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
- ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบพื้นบ้านและความหลากหลายทางชีวภาพ
ข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม
แม้ว่าดอกไม้กินได้จะมีประโยชน์ แต่ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
- ไม่ใช่ดอกไม้ทุกชนิดกินได้
ดอกไม้หลายชนิดมีสารพิษตามธรรมชาติ เช่น ยี่โถ ลั่นทมบางชนิด หรือพืชประดับบางชนิด ดังนั้น อย่ารับประทานดอกไม้ที่ไม่ทราบชนิดหรือไม่แน่ใจว่าเป็นดอกไม้กินได้
- ระวังสารกำจัดศัตรูพืช
ดอกไม้ที่ปลูกเพื่อประดับมักไม่ได้ผลิตเพื่อการบริโภค จึงอาจมีการใช้สารเคมีที่ไม่เหมาะสำหรับอาหาร ควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่ระบุว่าเป็น Edible Flowers หรือผลิตเพื่อการบริโภคโดยเฉพาะ
- ความสะอาดและจุลินทรีย์
ดอกไม้ที่รับประทานสดอาจปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ ดิน หรือฝุ่นละออง ควรล้างด้วยน้ำสะอาดหลายครั้ง และเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนนำมารับประทาน
- ผู้ที่มีอาการแพ้ควรระมัดระวัง
ผู้ที่แพ้เกสรดอกไม้หรือพืชบางชนิดควรทดลองรับประทานในปริมาณเล็กน้อยก่อน หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่น คัน หรือหายใจลำบาก ควรหยุดรับประทานและพบแพทย์ทันที
- หลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณมาก
แม้ว่าจะเป็นดอกไม้กินได้ แต่การบริโภคในปริมาณมากหรือการใช้สารสกัดเข้มข้นอาจให้ผลแตกต่างจากการรับประทานเป็นอาหารทั่วไป จึงควรรับประทานอย่างพอเหมาะและหลากหลาย
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภค
เพื่อให้ได้รับประโยชน์และลดความเสี่ยง ควรปฏิบัติดังนี้
- เลือกดอกไม้ที่ยืนยันว่าเป็นดอกไม้กินได้
- ซื้อจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้
- ล้างให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงดอกไม้ริมถนนหรือบริเวณที่อาจปนเปื้อนสารเคมี
- เก็บในตู้เย็นและรับประทานภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
- หากมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือมีประวัติแพ้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานดอกไม้ชนิดใหม่
ดอกไม้กินได้เป็นวัตถุดิบที่ผสมผสานทั้งความสวยงาม คุณค่าทางโภชนาการ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยไว้ด้วยกัน สามารถนำมาใช้สร้างสรรค์อาหารได้หลากหลาย ทั้งอาหารคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ต่อสุขภาพที่มีการกล่าวถึงส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับงานวิจัยพื้นฐาน จึงไม่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกชนิดที่รับประทานได้จริง เลือกแหล่งผลิตที่ปลอดภัย และรักษาสุขลักษณะในการเตรียมอาหาร
เมื่อเลือกอย่างถูกต้อง ดอกไม้กินได้ไม่เพียงช่วยเพิ่มสีสันให้กับจานอาหาร แต่ยังช่วยให้การรับประทานอาหารเป็นประสบการณ์ที่ทั้งอร่อย สวยงาม และปลอดภัย
เอกสารอ้างอิง
Chen, G.-L., Chen, S.-G., Xiao, Y., Fu, N.-L., & Liu, B. (2020). Antioxidant capacities and phytochemical profiles of edible flowers. Journal of Functional Foods, 66, 103784.
Fernandes, L., Casal, S., Pereira, J. A., Saraiva, J. A., & Ramalhosa, E. (2017). Edible flowers: A review of the nutritional, antioxidant, antimicrobial properties and effects on human health. Journal of Food Composition and Analysis, 60, 38–50.
Mlcek, J., & Rop, O. (2011). Fresh edible flowers of ornamental plants – A new source of nutraceutical foods. Trends in Food Science & Technology, 22(10), 561–569.
Raja, M. M. M., Sethuraman, M. G., Mukherjee, A., Han, Y., & Lee, S. Y. (2025). Edible flowers: Nutritional value, phytochemicals, food applications, safety concerns, and future perspectives. Food Research International, 201, 115857.
Siriamornpun, S., Weerapreeyakul, N., & Barusrux, S. (2012). Bioactive compounds and health-promoting properties of Thai edible flowers. Food Chemistry, 133(3), 744–750.
Srisook, E., et al. (2019). Nutritional composition and antioxidant properties of edible flowers consumed in Northern Thailand. Food Chemistry, 271, 95–103.
Tangjitjaroenkun, J., et al. (2014). Edible flowers from Zingiberaceae used in Thailand: Nutritional composition and antioxidant activity. International Food Research Journal, 21(2), 671–679.