ในปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM2.5 ถือเป็นภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพของเรามากขึ้นทุกวัน การป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวจากฝุ่นละอองเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก หนึ่งในตัวช่วยที่สำคัญคือ “เครื่องฟอกอากาศ”
ทำไมต้องมีเครื่องฟอกอากาศ ?
ฝุ่น PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินหายใจได้ง่าย และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น
- โรคทางเดินหายใจ: หอบหืด ถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด: โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง
- มะเร็ง: มะเร็งปอด
การมีเครื่องฟอกอากาศจะช่วยกรองฝุ่น PM2.5 และมลพิษอื่นๆ ในอากาศ ทำให้บ้านของเราเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากมลภาวะ

เลือกเครื่องฟอกอากาศอย่างไรให้เหมาะและกรองฝุ่นPM2.5 ได้จริง ?
การเลือกเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสมกับบ้านของเรานั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องพิจารณา ดังนี้
1. ขนาดพื้นที่: เลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ห้อง โดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตจะระบุขนาดพื้นที่ที่เครื่องฟอกอากาศสามารถครอบคลุมได้ หากห้องขนาดใหญ่ ควรเลือกเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศสูง หรือพิจารณาใช้เครื่องฟอกอากาศหลายเครื่องในห้อง
2. แผ่นกรองอากาศ: หัวใจสำคัญของเครื่องฟอกอากาศคือแผ่นกรอง ควรเลือกเครื่องที่มีแผ่นกรอง HEPA (Hight Efficiency Perticulate Air Filter ) ที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ HEPA 12 ขึ้นไป นอกจากนี้ ควรมีแผ่นกรองคาร์บอนเพื่อช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และสารเคมีอื่นๆ ในอากาศ
3. อัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ (CADR): ค่า CADR บ่งบอกถึงความสามารถในการฟอกอากาศของเครื่อง ยิ่งค่า CADR สูง เครื่องยิ่งมีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้เร็ว ค่า CADR นี้จะช่วยให้เราเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศแต่ละรุ่นได้ง่ายยิ่งขึ้น
4. ฟังก์ชันเสริม: เครื่องฟอกอากาศบางรุ่นมีฟังก์ชันเสริม เช่น ระบบตั้งเวลา โหมด Sleep หรือระบบแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนแผ่นกรอง สามารถเชื่อมต่อแอปพลิเคชันแสดงค่าฝุ่น เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
5. ราคา: เครื่องฟอกอากาศมีราคาหลากหลาย ควรเลือกเครื่องที่เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของเรา

ข้อแนะนำเพิ่มเติม
- ตำแหน่งการวางเครื่อง: ควรวางเครื่องฟอกอากาศในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก และควรวางให้ห่างจากผนังประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การดูแลรักษา: ควรทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนแผ่นกรองตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้เครื่องฟอกอากาศทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- การดูแลตัวเองเพิ่มเติม : นอกจากการใช้เครื่องฟอกอากาศแล้ว ควรดูตัวเองเพิ่มเติมด้วย เช่น สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นPM2.5 ที่สามารถกรองฝุ่นได้จริง , ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ , เช็คค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง , ดื่มน้ำให้เพียงพอ และติดตามข่าวสารสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างใกล้ชิด
สรุป
- ฝุ่น PM2.5 เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก และการมีเครื่องฟอกอากาศที่ดีจะช่วยลดปริมาณฝุ่นในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกเครื่องฟอกอากาศควรคำนึงถึง ขนาดห้อง, แผ่นกรอง HEPA, ค่า CADR และฟังก์ชันเสริม นอกจากนี้ การดูแลตัวเอง เช่น สวมหน้ากาก, ล้างจมูก และติดตามค่าฝุ่น PM2.5 ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากมลพิษในอากาศ
- ด้วยวิธีเหล่านี้ คุณสามารถทำให้บ้านและสุขภาพของคุณปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5 ได้มากขึ้น
แหล่งที่มาอ้างอิง:
[1] กรมควบคุมมลพิษ. (ม.ป.ป.). ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5. สืบค้นจาก https://www.pcd.go.th/
[2] สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (2562). รู้ทัน ฝุ่น PM2.5 ภัยร้ายใกล้ตัว. สืบค้นจาก https://www.thaihealth.or.th/tag/pm2-5/
[3] สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์. (2563). PM2.5 ภัยเงียบต่อหัวใจและหลอดเลือด. สืบค้นจาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/11337606/
[4] สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). ฝุ่น PM2.5 และมะเร็งปอด. สืบค้นจาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC9990243/
[5] กรมวิทยาศาสตร์บริการ. (2562). HEPA Filter สำคัญอย่างไร. สืบค้นจาก https://www.elimpo.com/617922f.shtml