หนังสือ Regenerative Political เขียนโดย Emma Planince เล่มนี้ ground-breaking มาก ผู้เขียนเสนอ ว่าวิกฤติของระเบียบโลกเสรีนิยมในปัจจุบันนั้นมีแกนกลางมาจากปัญหาของแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนซึ่งจัดวางมนุษย์อย่างแข็งทื่อภายใต้อิทธิพลของปรัชญาการเมืองสายสัญญาประชาคมที่ตีกรอบธรรมชาติมนุษย์ให้เป็นปัจเจกแยกขาดจากสังคมการเมืองบนสมมุติฐานทึ่ว่าระบอบการเมืองที่ดีคือระบอบเสรีนิยมที่เคารพและไม่ก้าวก่ายกิจกรรมต่างๆของปัจเจกแต่ละคน เพราะแม้อาจดูเหมือนจัดวางให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง แต่กรอบดังกล่าวก็ผูกขาดให้ความเป็นมนุษย์ต้องเท่ากับปัจเจกภาพตามแนวทางเสรีนิยมของฮอบส์และล็อคเท่านั้น โดยไม่เปิดพื้นที่/ความเป็นไปได้ให้กับนิยามความเป็นมนุษย์แบบ อื่นๆ ผลคือสิทธิมนุษย์ชนและระเบียบเสรีนิยมที่รองรับนิยามความเป็นมนุษย์ดังกล่าวได้ถูกต่อต้านทั้งจากกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาทึ่มองว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเพียงโวหารของวิธีคิดแบบจักวรรดิ์นิยมที่ปฏิเสธวิธีการมองมนุษย์ของสังคมอื่นๆ (ที่ไม่ได้มองมนุษย์ในแบบเสรีนิยม) หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านวิธีคิดแบบเสรีนิยมด้วยมองว่าวิธีคิดนี้มืดบอดค่อกลไกการขูดรีดของทุนนิยมและชนชั้นปกครอง
ด้วยเหตุนี้ เพื่อหาทางออกให้กับระเบียบของเสรีนิยม ผู้เขียนจึงเสนอให้กลับมา reground แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเสียใหม่โดยปฏิเสธวิธีคิดที่มองธรรมชาติของมนุษย์ในฐานะของสิ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่มองธรรมชาติของมนุษย์ว่าเป็น historical being ผู้มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนตัวเองและเอาชนะขีดจำกัดในยุคสมัยของตนได้เสมอ แนวคิดที่มองธรรมขาติของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องของการยกระดับตนเองได้เรื่อยๆนั้น มิใช่สิ่งที่ผู้เขียนคิดเองเออเอง แต่เป็นกรอบคิดที่ดำรงอยู่ในจารีตทางความคิดของฝรั่งเศสตั้งแต่ในคำสอนทางการเมืองของรุสโซ่ไล่ไปจนถึงเหล่านักปฏิวัติในการปฏิวัติฝรังเเศสซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของอภิปรัชญาที่มองธรรมขาติว่าไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งแต่คือแรงหรือพลังที่ดิ้นรนเพื่อรักษาและสานต่อขีวิตให้ดำรงอยู่ไปเรื่อยๆโดยไม่มีข้อจำกัด สิทธิมนุษย์ชนจึงเป็นสิ่งที่วางอยู่บนความสามารถตามธรรมชาติของมนุษย์ในการ regeneration หรือ การให้กำเนิด/สร้างชีวิตใหม่ ในแง่ที่ว่ามนุษย์นั้นหาได้เป็นสิ่งสมบูรณ์ในตัวเอง หากแต่เป็นตัวตนที่ไร้ขีดจำกัด สามารถปรับปรุง ฟื้นฟูและยกระดับตนเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของยุคสมัยได้เสมอ ในแง่นี้สิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่เรื่องของคุณสมบัติที่ถูกถือว่ามีโดยที่สิ่งอื่นๆ/คนอื่นๆ ห้ามละเมิด แต่คือความสามารถในการก้าวข้ามและพัฒนาเผ่าพันธ์ไปได้อย่างไม่สิ้นสุด สิทธิมนุษยชนจึงเป็นเรื่อง self-determination ที่แยกไม่ขาดจาก self-creatiion ซึ่งสัมพันธ์กับการสร้าง/เปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองโดยไม่อาจปฏิเสธได้
สิทธิมนุษยชนจึงไม่ใช่เรื่องเสรีภาพในการปฏิเสธ (negative freedom) ที่ห้ามให้คนอื่นละเมิด แต่คือเสรีภาพของการสร้างสรรค์หรือ positive freedom ที่เรียกร้องให้มนุษย์ลุกขึ้นมาใช้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นไปตามแนวทางที่ตนต้องการ อันจะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าคือแนวทางสำคัญให้ระเบียบแบยเสรีนิยมสามารถเปิดกว้างและโอบรับวิธีคิดที่มองมนุษย์ในแบบอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ระเบียบแบบเสรีนิยมสามารถรับมือกับการท้าทายจากแนวคิดทางการเมืองแบยอื่นๆในปัจจุบันได้
รีวิวโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง
ตำแหน่ง รักษาการแทนหัวหน้าสาขารัฐศาสตร์