Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

หมดไฟไม่ใช่เรื่องส่วนตัว! วิธีเปลี่ยนองค์กรเป็น “ที่พักใจ” ให้คนเก่งอยากอยู่นานๆ

ในยุคที่โลกการทำงานเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ความท้าทาย และแรงกดดันสูง ปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health) กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ทั่วโลกสูญเสียวันทำงานสูงถึง 12,000 ล้านวันต่อปี จากภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่กรมสุขภาพจิตพบว่าความเครียดเป็นสาเหตุหลักของการลาป่วยและการลาออก

การดูแลสุขภาพใจของพนักงานจึงไม่ได้เป็นเพียง “สวัสดิการเสริม” อีกต่อไป แต่คือ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่ส่งผลโดยตรงต่อผลิตภาพและความยั่งยืนขององค์กร

1. รู้ทันสัญญาณเตือน: สุขภาพจิตที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร

บ่อยครั้งที่พนักงานไม่กล้าเปิดเผยความเครียด แต่ HR และผู้นำองค์กรสามารถสังเกตสัญญาณเตือนได้จากปัจจัยสำคัญดังนี้:

  • พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป: ผลงานตกต่ำลง มาสายหรือลาป่วยบ่อยขึ้น มีภาวะ Presenteeism (มานั่งทำงานแต่ไม่มีสมาธิ)
  • อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง: หงุดหงิดง่าย แยกตัวจากทีม แสดงสัญญาณหมดไฟ (Burnout)
  • ผลกระทบเชิงองค์กร: อัตราการลาออก (Turnover Rate) สูงขึ้นอย่างผิดปกติ และ Engagement Score ลดลง

2. กรอบแนวคิด “GRACE”: 5 เสาหลักในการดูแลคนทำงาน

สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ได้เสนอหลักการ GRACE (ตามแนวคิด APA Psychologically Healthy Workplace Program) เพื่อเป็นแนวทางให้ HR นำไปปรับใช้ส่งเสริมสุขภาพใจอย่างครอบคลุม:

  1. Growth & Development (G): สนับสนุนโอกาสเติบโต ก้าวหน้าในอาชีพ และพัฒนาศักยภาพ
  2. Recognition (R): ให้ความสำคัญ ชื่นชม และยกย่องเมื่อพนักงานปฏิบัติงานได้ดี
  3. All for Inclusion (A): สร้างการมีส่วนร่วม เคารพความหลากหลาย และปราศจากการเลือกปฏิบัติ
  4. Care for Health & Safety (C): ส่งเสริมสุขภาพกายที่แข็งแรง สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และสุขภาวะทางจิตที่ดี
  5. Enrichment in Work and Life (E): เกื้อหนุนสมดุลระหว่างการทำงานและการดำเนินชีวิต (Work-Life Balance)

3. ขับเคลื่อนสู่วัฒนธรรมองค์กรด้วยแนวทาง “FEEL”

การสร้างสุขภาพจิตที่ดีไม่ควรทำเพียงกิจกรรมชั่วคราว แต่ต้องฝังอยู่ใน DNA ขององค์กรอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการ FEEL:

  • Formulate: ออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพจิตที่อิงจากข้อมูลความต้องการจริงของพนักงาน สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักขององค์กร
  • Enact: นำโปรแกรมไปปฏิบัติจริงอย่างมีระบบ และใช้มาตรฐานเดียวกันอย่างทั่วถึงทั้งองค์กร
  • Evaluate: ประเมินผลลัพธ์ด้วยกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนาโปรแกรมให้ดียิ่งขึ้น
  • Leverage: ยกระดับผลลัพธ์จากระดับบุคคลสู่ทีมและองค์กร จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคน “รู้สึก” ร่วมกัน

4. ข้อเสนอแนะสำหรับ HR ในการเริ่มต้นลงมือทำ

  • สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Psychological Safety): ให้พนักงานกล้าสื่อสารความรู้สึกโดยไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน
  • จัดหาสวัสดิการทางใจ (Mental Health Benefits): เช่น โปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (EAP), บริการปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์ (Online Counseling) หรือจัด Workshop เรื่อง Mindfulness at Work และ Building Resilience
  • บริหารจัดการปริมาณงาน (Workload Management): กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดพักผ่อนที่ชัดเจน เพื่อป้องกันภาวะ Burnout

สรุป

การส่งเสริมสุขภาพใจไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันที่ต้องได้รับการผลักดันจากวิสัยทัศน์ของผู้นำและบทบาทเชิงกลยุทธ์ของ HR เมื่อองค์กรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดี พนักงานจะทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ นำไปสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง

Aspen University. (n.d.). Recognizing and Overcoming Burnout: A Guide for Adult College Students. Retrieved from https://www.aspen.edu/altitude/recognizing-and-overcoming-burnout-a-guide-for-adult-college-students/

เอกสารอ้างอิง / แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  1. สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS), จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2568). TIMS Policy Brief: ส่งเสริมสุขภาพใจ ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร. สืบค้นจาก https://psy-tims-chula.sgp1.digitaloceanspaces.com/…/TIMS-Policy-Brief_ส่งเสริมสุขภาพใจให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร-digital.pdf
  2. SAKID. (2568). Mental Health ในที่ทำงาน ปัญหาที่องค์กรไม่ควรมองข้าม. สืบค้นจาก https://www.sakid.app/blog/mental-health-workplace/

Facebook Comments Box