การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างประชากร รูปแบบการเรียนรู้ ความต้องการของตลาดแรงงาน และความคาดหวังของผู้เรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนสังคม สถาบันการศึกษาจึงไม่สามารถพิจารณาความสำเร็จจากการดำเนินกิจกรรมครบถ้วนหรือการใช้งบประมาณหมดตามแผนเท่านั้น แต่ต้องสามารถอธิบายได้ว่า สิ่งที่ดำเนินการไปนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อผู้เรียน องค์กร และสังคมอย่างไร
“การติดตามและประเมินผล” จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้สถาบันการศึกษาทราบว่า การดำเนินงานเป็นไปตามแผนหรือไม่ บรรลุเป้าหมายเพียงใด มีปัญหาและข้อจำกัดอะไร รวมทั้งควรปรับปรุงหรือพัฒนาการดำเนินงานในทิศทางใดต่อไป หากขาดกระบวนการดังกล่าว สถาบันการศึกษาอาจดำเนินโครงการและใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่องโดยไม่ทราบว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นยังตอบโจทย์ผู้เรียนและยุทธศาสตร์ขององค์กรจริงหรือไม่
การติดตามและการประเมินผลแตกต่างกันอย่างไร
แม้คำว่า “การติดตาม” และ “การประเมินผล” มักถูกกล่าวถึงร่วมกัน แต่ทั้งสองกระบวนการมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน
การติดตามผล เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องในระหว่างการดำเนินงาน เพื่อพิจารณาว่ากิจกรรมหรือโครงการดำเนินไปตามแผนที่กำหนดหรือไม่ เช่น ดำเนินงานตามระยะเวลาหรือไม่ ใช้งบประมาณเป็นไปตามแผนหรือไม่ มีผู้เข้าร่วมตามเป้าหมายหรือไม่ และเกิดปัญหาใดที่ต้องเร่งแก้ไข
ส่วนการประเมินผล เป็นกระบวนการพิจารณาคุณค่า ความเหมาะสม ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลกระทบของการดำเนินงาน โดยนำข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด หรือเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อสรุปว่าการดำเนินงานประสบความสำเร็จเพียงใด และมีปัจจัยใดส่งเสริมหรือขัดขวางความสำเร็จ
กล่าวอย่างเข้าใจง่าย การติดตามช่วยตอบคำถามว่า “ขณะนี้ดำเนินงานไปถึงไหน” ขณะที่การประเมินผลช่วยตอบว่า “สิ่งที่ดำเนินการไปได้ผลหรือไม่ เพราะเหตุใด และควรทำอย่างไรต่อไป” ทั้งสองกระบวนการจึงต้องดำเนินการควบคู่กัน จึงจะทำให้สถาบันการศึกษาเห็นทั้งความก้าวหน้าระหว่างทางและผลลัพธ์เมื่อสิ้นสุดการดำเนินงาน
เหตุใดสถาบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องติดตามและประเมินผล
สถาบันการศึกษามีภารกิจสำคัญหลายด้าน ทั้งการจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และการบริหารจัดการองค์กร แต่ละภารกิจเกี่ยวข้องกับทรัพยากร งบประมาณ บุคลากร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก การติดตามและประเมินผลจึงช่วยให้สถาบันสามารถตรวจสอบได้ว่า ทรัพยากรที่ลงทุนไปก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเหมาะสมหรือไม่
ตัวอย่างเช่น การจัดโครงการอบรมพัฒนาทักษะให้แก่นักศึกษา ไม่ควรประเมินเพียงจำนวนผู้เข้าร่วม หรือระดับความพึงพอใจหลังจบกิจกรรม แต่ควรติดตามเพิ่มเติมว่า นักศึกษาได้รับความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นหรือไม่ สามารถนำไปใช้ในการเรียน การฝึกงาน หรือการทำงานได้จริงเพียงใด และทักษะดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสการมีงานทำหรือไม่
ในทำนองเดียวกัน การสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจำนวนโครงการหรือจำนวนบทความที่ตีพิมพ์ แต่ควรพิจารณาคุณภาพของผลงาน การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้น
เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการ และผลลัพธ์
การติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน สถาบันการศึกษาควรกำหนดให้ชัดเจนว่า แต่ละยุทธศาสตร์ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร โครงการใดเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน และจะใช้ข้อมูลใดเป็นหลักฐานแสดงความสำเร็จ
ความเชื่อมโยงควรเริ่มจากวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ระดับสถาบัน ถ่ายทอดไปสู่เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด แผนปฏิบัติการ โครงการ กิจกรรม และงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน เมื่อมีความเชื่อมโยงที่ชัดเจน สถาบันจะสามารถติดตามได้ว่า โครงการที่ดำเนินการอยู่มีส่วนสนับสนุนเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อย่างไร
หากโครงการใดไม่สามารถอธิบายความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์หรือผลลัพธ์ที่ต้องการได้ อาจต้องทบทวนว่าโครงการนั้นยังมีความจำเป็นหรือควรปรับเปลี่ยนรูปแบบ การติดตามและประเมินผลจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจสอบความสำเร็จ แต่ยังช่วยคัดกรองกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า และเปิดโอกาสให้สถาบันนำทรัพยากรไปใช้กับภารกิจที่มีความสำคัญมากกว่า
แยกให้ออกระหว่างผลผลิตกับผลลัพธ์
ปัญหาที่พบได้บ่อยในการประเมินโครงการของสถาบันการศึกษา คือ การให้ความสำคัญกับ “ผลผลิต” มากกว่า “ผลลัพธ์” ผลผลิตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีจากการดำเนินกิจกรรม เช่น จำนวนหลักสูตร จำนวนผู้เข้าร่วม จำนวนงานวิจัย จำนวนกิจกรรม หรือจำนวนชุมชนที่ได้รับบริการ
ส่วนผลลัพธ์ คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายหรือองค์กร เช่น ผู้เรียนมีสมรรถนะสูงขึ้น บัณฑิตมีงานทำมากขึ้น อาจารย์สามารถพัฒนานวัตกรรมการสอนได้ ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น งานวิจัยได้รับการนำไปใช้ หรือกระบวนการทำงานของหน่วยงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น การจัดอบรม 10 ครั้ง มีนักศึกษาเข้าร่วม 500 คน ถือเป็นผลผลิต แต่หากนักศึกษาที่ผ่านการอบรมสามารถใช้ทักษะดิจิทัลในการทำงาน มีผลงานที่มีคุณภาพ หรือได้รับการจ้างงานเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงถือเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนคุณค่าของโครงการได้ชัดเจนกว่า
สถาบันการศึกษาจึงควรกำหนดตัวชี้วัดทั้งระดับผลผลิตและผลลัพธ์ เพื่อให้เห็นทั้งปริมาณของงานที่ดำเนินการและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
ตัวชี้วัดต้องสะท้อนเป้าหมาย ไม่ใช่เพียงวัดได้ง่าย
ตัวชี้วัดเป็นเครื่องมือสำคัญของการติดตามและประเมินผล แต่การมีตัวชี้วัดจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การประเมินมีคุณภาพ ตัวชี้วัดที่ดีควรสอดคล้องกับเป้าหมาย มีความชัดเจน สามารถเก็บข้อมูลได้จริง และสะท้อนผลสำเร็จที่ต้องการ
สถาบันการศึกษาควรหลีกเลี่ยงการเลือกตัวชี้วัดเพียงเพราะสามารถรายงานได้ง่าย เช่น จำนวนครั้ง จำนวนคน หรือร้อยละความพึงพอใจ โดยไม่พิจารณาว่าข้อมูลดังกล่าวเพียงพอต่อการอธิบายความสำเร็จหรือไม่
ตัวอย่างเช่น การประเมินคุณภาพหลักสูตรควรพิจารณามากกว่าความพึงพอใจของนักศึกษา โดยอาจรวมถึงผลลัพธ์การเรียนรู้ อัตราการสำเร็จการศึกษา อัตราการมีงานทำ ความเห็นของผู้ใช้บัณฑิต ผลงานของนักศึกษา และความสามารถในการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดควรมีค่าเป้าหมายที่เหมาะสม ไม่ต่ำเกินไปจนไม่สะท้อนการพัฒนา และไม่สูงเกินความเป็นจริงจนไม่สามารถนำไปใช้บริหารงานได้ ที่สำคัญควรมีข้อมูลฐานหรือผลการดำเนินงานในอดีต เพื่อใช้ประกอบการกำหนดเป้าหมายอย่างมีเหตุผล
ใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเพื่อรายงาน
สถาบันการศึกษามักมีข้อมูลจำนวนมากจากระบบทะเบียนนักศึกษา ระบบบุคลากร ระบบงบประมาณ ระบบวิจัย แบบประเมินความพึงพอใจ และรายงานของหน่วยงานต่าง ๆ แต่หากข้อมูลเหล่านี้ถูกจัดเก็บแยกส่วน มีความซ้ำซ้อน หรือไม่ได้รับการวิเคราะห์ ข้อมูลก็อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหาร
การติดตามและประเมินผลที่ดีต้องพัฒนาจากการรายงานข้อมูลไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ ผู้บริหารควรสามารถมองเห็นแนวโน้ม เปรียบเทียบผลการดำเนินงาน และระบุประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขได้อย่างทันเวลา เช่น หลักสูตรใดมีจำนวนนักศึกษาลดลง กลุ่มนักศึกษาใดมีความเสี่ยงต่อการออกกลางคัน งานวิจัยด้านใดมีศักยภาพสูง หรือโครงการใดใช้งบประมาณมากแต่สร้างผลลัพธ์น้อย
ข้อมูลที่ใช้ต้องถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีแหล่งที่มาชัดเจน ขณะเดียวกันควรใช้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ เพราะตัวเลขอาจบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความคิดเห็น การสัมภาษณ์ หรือข้อสังเกตจากผู้เกี่ยวข้องจะช่วยอธิบายว่าเหตุใดจึงเกิดผลเช่นนั้น
เชื่อมโยงผลประเมินกับการจัดสรรงบประมาณ
การติดตามและประเมินผลจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อข้อมูลถูกนำไปใช้ประกอบการจัดสรรงบประมาณ หากโครงการใดมีผลการดำเนินงานที่ดีและตอบสนองยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน สถาบันอาจพิจารณาสนับสนุนให้ขยายผล ขณะที่โครงการซึ่งดำเนินการต่อเนื่องแต่ไม่สามารถแสดงผลลัพธ์ได้ ควรถูกทบทวน ปรับปรุง หรือลดการสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาไม่ควรใช้เพียงเกณฑ์ว่าโครงการบรรลุตัวชี้วัดหรือไม่ เพราะบางโครงการอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ จึงต้องวิเคราะห์ทั้งผลการดำเนินงาน ความจำเป็น ความคุ้มค่า ความเสี่ยง และศักยภาพในการพัฒนาร่วมกัน
แนวทางดังกล่าวช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเปลี่ยนจากการจัดสรรตามฐานเดิมไปสู่การจัดสรรที่มุ่งเน้นผลงานและผลลัพธ์ ทำให้ทรัพยากรของสถาบันถูกนำไปใช้กับสิ่งที่สร้างคุณค่าต่อผู้เรียนและสังคมมากที่สุด
การประเมินไม่ใช่การจับผิด
บุคลากรบางส่วนอาจรู้สึกว่าการติดตามและประเมินผลเป็นกระบวนการตรวจสอบหรือจับผิด ส่งผลให้เกิดการปกปิดปัญหา รายงานเฉพาะผลสำเร็จ หรือกำหนดเป้าหมายในระดับต่ำเพื่อให้ผ่านการประเมิน วัฒนธรรมเช่นนี้ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่สะท้อนความเป็นจริง และไม่สามารถนำไปใช้พัฒนาองค์กรได้
สถาบันการศึกษาจึงควรสร้างความเข้าใจว่า การประเมินเป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนา ความล้มเหลวหรือผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเป้าหมายไม่จำเป็นต้องหมายถึงความผิดของบุคคลเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณว่าแนวทางดำเนินงาน สมมติฐาน ทรัพยากร หรือระบบสนับสนุนยังไม่เหมาะสม
การเปิดพื้นที่ให้บุคลากรรายงานปัญหาและบทเรียนอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยให้สถาบันสามารถแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำในอนาคต
สร้างวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสูงสุดของการติดตามและประเมินผล คือ การนำผลที่ได้กลับไปปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้สามารถดำเนินการเป็นวงจร ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบผล และการปรับปรุงพัฒนา
เมื่อพบว่าผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมาย สถาบันควรวิเคราะห์สาเหตุและกำหนดมาตรการแก้ไขอย่างชัดเจน หากพบแนวปฏิบัติที่ดี ก็ควรถอดบทเรียนและขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น การประเมินจึงไม่ควรจบลงเพียงการจัดทำรายงานเสนอผู้บริหาร แต่ต้องมีผู้รับผิดชอบนำข้อเสนอแนะไปดำเนินการ พร้อมติดตามว่าการปรับปรุงนั้นก่อให้เกิดผลจริงหรือไม่
บทสรุป
การติดตามและประเมินผลเป็นกลไกที่จำเป็นต่อการบริหารสถาบันการศึกษา เพราะช่วยให้ทราบทั้งความก้าวหน้า ปัญหา ประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ และความคุ้มค่าของการดำเนินงาน ทำให้ผู้บริหารและบุคลากรสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ วางแผนพัฒนา และจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม คุณค่าของการประเมินไม่ได้อยู่ที่จำนวนรายงานหรือตัวชี้วัด แต่อยู่ที่การนำผลประเมินไปใช้จริง สถาบันการศึกษาที่มีระบบติดตามและประเมินผลที่เข้มแข็งจะสามารถมองเห็นทั้งสิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่ต้องปรับปรุง และโอกาสในการพัฒนาได้อย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด การติดตามและประเมินผลไม่ควรถูกมองว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินงาน แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารตั้งแต่เริ่มวางแผน เพราะการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมให้ครบตามแผนเท่านั้น หากเกิดจากการเรียนรู้จากผลการดำเนินงานและกล้าที่จะปรับปรุงตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้เรียน สังคม และประเทศ
เรียบเรียงโดย : ว่าที่ร้อยตรีเสกมนต์ หม่อมวิญญา : ส่วนแผนงานและยุทธศาสตร์